01 กุมภาพันธ์ 2554

Ferrari FF เร้าใจกับสปอร์ตขับสี่ล้อ

ดูเหมือนว่าในยุคปัจจุบัน ที่หลายบริษัทต้องการความเปลี่ยนแปลงหรือปรับตัวเพื่อความอยู่รอด เราจะได้เห็นอะไรที่แปลกๆ และก็ใหม่ๆ ชนิดที่เป็นครั้งแรกของบริษัทที่ทำเช่นนั้นกันอยู่เสมอ และนี่ก็เช่นกัน เมื่อเฟอร์รารี่เผยโฉมสปอร์ตรุ่นใหม่ในชื่อ FF พร้อมกับที่ครั้งแรกที่ค่าย Prancing Horse ผลิตรถสปอร์ตแบบขับเคลื่อน 4 ล้อออกขายในตลาด

สปอร์ตใหม่รุ่นนี้มีชื่อว่า FF ซึ่งก็ย่อมาจาก Ferrari Four โดยคำว่า Four มีนัยยะแฝงของคำว่า 4 ทั้งในแง่ของการเป็นสปอร์ตแบบ 4 ที่นั่ง และก็ขับเคลื่อน 4 ล้อ และก็ยังไม่รู้ว่าเมื่อถึงเวลาขายจริงแล้วจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรอีก เพราะนี่ถือว่าเป็นต้นแบบที่มีความใกล้เคียงกับการขายจริง ซึ่งคาดว่าจะมีขึ้นข่วงปลายปีนี้ หรืออย่างช้าก็ต้นปี 2012
เห็นหน้าตาแล้วหลายคนคงจะพอเดาออกว่าใครอยู่เบื้องหลัง ซึ่งสำนักออกแบบพินินฟารินายังนั่งแท่นประจำสำหรับการทำงานในส่วนนี้ และสามารถสร้างสรรค์งานออกแบบที่ถอดแบบความเป็นรถสปอร์ตของเฟอร์รารี่ยุคปัจจุบันออกมาอย่างครบถ้วนบนตัวถังในแบบสปอร์ตคูเป้ท้ายตัด โดยออกแนวสมัยนิยมแบบ Shooting Break ที่กำลังฮิตกัน (เฉพาะแค่การผลิตต้นแบบ แต่ยังไม่เห็นค่ายไหนผลิตจริงเลย)

เห็นสเปกแล้วก็คงไม่ต้องเดากันมาก เพราะคาดว่า FF น่าจะถูกพัฒนาบนพื้นฐานเดียวกับ 612 Scaglietti ส่วนจะถึงขั้นมีเซอร์ไพรส์ว่าเข้ามาทำตลาดแทนที่หรือไม่นั้น อันนั้นยังไม่มีการเปิดเผย แต่เมื่อดูจากช่วงเวลาที่ 612 อยู่ในตลาดแล้วก็มีความเป็นไปได้ค่อนข้างสูง เพราะสปอร์ตรุ่นใหญ่นี้ขายในตลาดมาตั้งแต่ปี 2004

อย่างไรก็ตาม นั่นดูเหมือนว่าจะไม่สร้างความน่าตื่นตาตื่นใจและน่าสนใจให้กับบรรดาคนรักม้ามากเท่ากับการได้รับทราบว่าสปอร์ตรุ่นนี้ได้รับการติดตั้งระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบแรกของบริษัท โดยมีชื่อว่า 4RM ซึ่งมีความทันสมัย และมีน้ำหนักของระบบโดยรวมเบากว่าระบบขับเคลื่อน 4 ล้อที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันถึง 50%
ตัวระบบจะมีอัตราการกระจายแรงบิดจากเครื่องยนต์สู่ล้อหลังโดยแปรผันอย่างอัตโนมัติไปตามสภาพการขับขี่ โดยทางเฟอร์รารี่ไม่ได้ระบุว่าเท่าไร แต่จะถูกเชื่อมการทำงานให้เข้ากับระบบขับเคลื่อนอื่นๆ ของตัวรถ โดยเฉพาะพวกระบบควบคุมความปลอดภัย หรือระบบควบคุมการทำงานของระบบช่วงล่าง ซึ่งที่ติดตั้งในรุ่นนี้เป็นแบบปรับระดับความหนืดของโช้กอัพอัตโนมัติในแบบ Manetorheological หรือ SCM3 และดิสก์เบรกแบบคาร์บอนเซรามิกของเบรมโบ

ถ้าไม่รู้ข้อมูลมาว่าพกเครื่องยนต์ใหญ่ในแบบวี12 แล้วดูจากภาพเพียงอย่างเดียว หลายคนอาจจะคิดว่าเป็นสปอร์ตไซส์ปานกลาง แต่ FF เป็นสปอร์ตคลาสใหญ่ของเฟอร์รารี่ โดยมีความยาวอยู่ในระดับ 4,907 มิลลิเมตร กว้าง 1,953 มิลลิเมตร สูง 1,397 มิลลิเมตร มีอัตราส่วนการกระจายน้ำหนัก 47:53% ส่วนน้ำหนักตัวอยู่ในระดับถึง 1,790 กิโลกรัมเลยทีเดียว แต่ที่แน่ๆ ตัวถังแบบนี้ให้ประโยชน์ใช้สอยมากกว่าคูเป้ เพราะว่าสามารถพับเบาะหลังลงเพื่อเพิ่มพื้นที่ในการบรรทุกสัมภาระจากเดิม 450 ลิตรในแบบปกติมาเป็น 800 ลิตร

ทางด้านสเปกของเครื่องยนต์วี 12 ทางเฟอร์รารี่บอกว่าเป็นบล็อกใหม่ล่าสุดที่ถูกปรับปรุงและพัฒนาเพื่อแทนที่เครื่องยนต์บล็อกเดิมที่มีความจุเพียง 5,700 ซีซี โดยขยับความจุขึ้นมาเป็น 6,262 ซีซี จ่ายน้ำมันด้วยระบบไดเรกต์อินเจ็กชั่น รีดกำลังออกมาใช้งานได้ 660 แรงม้า ที่ 8,000 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 69.7 กก.-ม. ที่ 6,000 รอบต่อนาที
ส่งกำลังด้วยเกียร์ F1 แบบ Dual-Shift ให้ความเร้าใจด้วยอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมงใน 3.7 วินาที ซึ่งเป็นผลมาจากอัตราส่วนน้ำหนักต่อกำลังที่ค่อนข้างเบา โดยม้า 1 ตัวแบกน้ำหนักเพียง 2.7 กิโลกรัมเท่านั้นเอง ขณะที่ความเร็วปลายอยู่ที่ 335 กิโลเมตร/ชั่วโมง

สำหรับตัวเลขในด้านความประหยัดน้ำมันตามรูปแบบการทดสอบของ EU แล้วตัวเลขเฉลี่ยสำหรับการขับในแบบผสมผสานอยู่ที่ 6.5 กิโลเมตร/ลิตร และมีการคายระดับของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ที่ 360 กิโลเมตร/ลิตร

เจนีวา มอเตอร์โชว์ 2011 เดือนมีนาคมนี้ได้เจอคันจริงกันแน่นอน และแม้ว่าเฟอร์รารี่จะบอกว่ายังเป็นต้นแบบ แต่เชื่อว่าใกล้เคียงกับการผลิตจริงอย่างมาก และว่ากันว่าเมื่อขึ้นไลน์ผลิตจริงราคาอาจจะป้วนเปี้ยนอยู่ในระดับ 700,000 เหรียญสหรัฐฯ หรือ 21 ล้านบาท (แบบยังไม่รวมภาษีนำเข้าในไทย)
ที่มาโดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

"ซูซูกิ ฮายาบูสะ"เจ้าตำนานความแรง.เคาะราคาขายที่ 8.3แสนบาท

แวดวงสองล้อเมืองไทยยังร้อนแรงต่อเนื่อง และช่วงหลังไม่ได้จำกัดวงอยู่แค่รถบ้านร้านตลาดเท่านั้น เพราะในกลุ่มพรีเมี่ยมหรือพวกบิ๊กไบค์ ยังมีการนำเข้ามาให้คนไทยได้สัมผัสอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดในงานBangkok Motorbike Festival 2011 ค่าย“ซูซูกิ” จัดการเปิดตัวรถใหม่ 2 รุ่น ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ “ฮายาบูสะ” เจ้าตำนานความเร็ว(กว่า 300กม./ชม.)ที่คนไทยรู้จักกันดี...
GSX1300R HAYABUSA
สำหรับ“ฮายาบูสะ ใหม่”เป็นการนำเข้ามาเปิดตลาดอย่างเป็นทางการของ บริษัท ไทยซูซูกิมอเตอร์ จำกัด โดยรุ่นเวอร์ชันปี 2011 ของ GSX1300R HAYABUSA พัฒนาโครงสร้าง และเครื่องยนต์ 4 สูบ ขนาด 1340ซีซี ให้มีประสิทธิภาพ หมายรวมถึงระบบจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงแบบหัวฉีดที่แม่นยำมากยิ่งขึ้น พร้อมระบบระบายความร้อนด้วยน้ำ ผสานกับช่องดักอากาศที่มีประสิทธิภาพให้อากาศไหลผ่านระบายความร้อนได้ดี

ทั้งนี้เครื่องยนต์ของ“ฮายาบูสะ”ยังใช้ชิ้นส่วนภายในคุณภาพเยี่ยม ทั้งแหวนลูกสูบที่มีน้ำหนักเบาที่เคลือบสาร โครม-ไนเตรด (Chrome-Nitride) โดยสามารถเพิ่มกำลังอัดได้ถึง 12.5:1 และยังเลือกสรรก้านสูบที่ใช้วัสดุโครม-โมลิบดินัม สตีล-อัลลอยด์ (Chrome-Molybdenum Steel-Alloy) พร้อมด้วยวาล์วไอดีและไอเสียที่เป็นไทเทเนียม

เสริมด้วยเทคโนโลยีจากสนามแข่งอย่าง Suzuki Dual Throttle Valve (SDTV) System มีวาล์วลิ้นปีกผีเสื้อ 2 ชุด ในแต่ละลิ้นเร่ง ซึ่งวาล์วชุดแรกจะถูกควบคุมโดยคันเร่งและวาล์วชุดที่สองจะถูกควบคุมโดยระบบควบคุมเครื่องยนต์กล่องสมองกลอัจฉริยะเพื่อ ให้อากาศไหลผ่านเข้าได้เต็มประสิทธิภาพตามรอบเครื่องยนต์
GSX1300R HAYABUSA ติดตั้งระบบควบคุมการทำงานของเครื่องยนต์ Suzuki Drive Mode Selector (S-DMS) System เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถปรับการควบคุมระบบจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงและระบบจุดระเบิดเพื่อให้เหมาะสมกับสไตล์ของผู้ขับขี่ได้ถึง 3 ระดับ โดยแบ่งเป็น 3 โหมด คือ โหมด A เน้นพละกำลังเครื่องยนต์และแรงบิดสูงสุดตอบสนองคันเร่งฉับไวในสไตล์เรซซิ่ง โหมด B จะปรับการขับขี่ในสไตล์สปอร์ต และโหมด C เน้นที่การขับขี่แบบทั่วไป และเน้นการประหยัดน้ำมัน
ด้านโครงสร้างตัวถัง Suzuki GSX1300R HAYABUSA ถูกออกแบบอย่างประณีตให้มีความแข็งแรง ทนทาน และมีน้ำหนักเบาด้วยการใช้ ทวิน-สปา อะลูมิเนียมอัลลอยด์ เฟรม (Twin-Spar Aluminum-Alloy Frame) โดยทำงานร่วมกับโช้คอัพหน้าหลัง KYB แบบปรับความยืดหยุ่นรองรับการขับขี่ทุกสภาพถนนพร้อมจุดยึดเบรกหน้าใหม่เพื่อให้มีประสิทธิภาพในการหยุดรถสูงสุด
หน้าที่การห้ามล้อเป็นของ ดิสก์เบรกคู่หน้าขนาด 310 มม. คาลิเปอร์อะลูมิเนียมแบบ 4 พอร์ตจาก TOKICO ส่วนดิสก์เบรกหลังขนาด 260 มม.และหนา 5.5 มม. พร้อมด้วยคาลิเปอร์แบบ 1 พอร์ตจาก TOKICO เช่นเดียวกัน
บริษัท ไทยซูซูกิมอเตอร์ จำกัด ตั้งราคาGSX1300R HAYABUSA ไว้ 830,000 บาท ขณะเดียวกันยังเพิ่มทางเลือกความแรงด้วยรุ่น GSX-R1000 เวอร์ชันปี 2011 ที่พัฒนาเครื่องยนต์ 4สูบ 999 ซีซี ให้ทรงพลังยิ่งขึ้น พร้อมด้วยโครงสร้างแซสซีส์ที่แข็งแกร่ง และมีน้ำหนักที่เบาตามหลักพลศาสตร์
GSX-R1000
ขณะเดียวกันโครงสร้างตัวถังก็แคบลง ความยาวช่วงล้อสั้นลงและสวิงอาร์มยาวขึ้น ซึ่งสามารถลดน้ำหนักลงประมาณ 5 กิโลกรัม จึงสามารถออกแบบให้เครื่องยนต์มีขนาดที่เล็กกะทัดรัดและตอบสนองความเร้าใจผู้ขับขี่ในทุกท่วงท่าให้เสมือนขับขี่บนสนามแข่งจริง ส่วนราคาขายอยู่ที่ 799,000 บาท
ที่มาโดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

30 มกราคม 2554

โปรตอน ซาก้า ซีดานรุ่นราคาประหยัด

โปรตอน ซาก้า เป็นรถซีดานรุ่นเล็กที่ทางพระนครออโต้เซลส์นำมาขายในบ้านเราแทนรถคอมแพ็ค 5 ประตู โปรตอน แซฟวี่ โดยสนนราคาค่าตัวของซาก้านั้น เริ่มต้นตั้งแต่ 399,000 บาท ในรุ่นเบสไลน์ เกียร์ธรรมดา และราคา 434,000 บาท สำหรับเกียร์อัตโนมัติ ส่วนรุ่นมีเดียมไลน์ ที่เสริมด้วยอุปกรณ์ตกแต่งและมาตรฐานความปลอดภัยที่สูงขึ้น จะมีราคา 429,000 บาทในรุ่นเกียร์ธรรมดา และ 464,000 บาท ในรุ่นท็อปเกียร์อัตโนมัติ ซึ่งเป็นซาก้ารุ่นที่เราจะมาลองขับกันในอาทิตย์นี้

นับตั้งแต่แรกเห็นซาก้าเมื่อตอนที่เปิดตัวครั้งแรกจนมาถึงวันที่ได้ลองขับ โดยส่วนตัวผมไม่รู้สึกสะดุดตากับรูปลักษณ์ของรถรุ่นนี้เท่าไร เพราะถ้าเทียบกับบรรดาคู่แข่งในรุ่นเดียวกัน หรือแม้แต่เพื่อนร่วมค่ายอย่างแซฟวี่แล้ว หน้าตาของ ซาก้าออกจะเรียบร้อยไปหน่อย ทั้ง ๆ ที่มีการติดชุดแต่งอย่างสปอยเลอร์หลัง แต่ด้วยขนาดที่จุ๋มจิ๋มมากมันเลยดูธรรมดาจนเหมือนไม่มีอะไรโดดเด่น

ส่วนภายในห้องโดยสารด้านหน้ามีขนาดที่กว้างขวาง ประตูเปิดทำมุมได้เกือบ 90 องศา ช่วยให้เข้าออกง่ายไม่มีปัญหา ทัศนวิสัยการมองทั้งหน้าและหลังชัดเจนดี ตัวเบาะนั่งคู่หน้ามีขนาดใหญ่นั่งสบาย การออกแบบตัวคอนโซลหน้าดูคล้าย ๆ กับรุ่นแซฟวี่ เพียงแค่เปลี่ยนช่องแอร์มาใช้แบบกลม ชุดเครื่องเสียงติดรถทันสมัยมากขึ้น สามารถเล่นเอ็มพี 3 ได้และมีช่องยูเอสบีให้ด้วย การควบคุมก็สะดวกมือด้วยปุ่มควบคุมบนก้านพวงมาลัย

ห้องโดยสารด้านหลังมีตัวประตูที่เปิดได้มุมกว้าง ตัวเบาะรองนั่งหลังถูกออกแบบให้มีขนาดที่สั้น และยังปาดมุมตรงส่วนปลายออกเพื่อช่วยให้การเข้าออกง่ายขึ้น ส่วนช่วงเพดานรถที่สูงก็ให้ความรู้สึกสบาย นั่งแล้วไม่ติดหัว ความยาวของตัวเบาะหลังถ้านั่งแค่ 2 คนจะกำลังดี 3 คนอึดอัดหน่อย สำหรับคนที่ชอบรถจุของได้เยอะ ๆ คงจะรู้สึกขัดใจกับเบาะหลังที่พับลงไม่ได้แน่ ๆ เลย

ทางด้านสมรรถนะการขับขี่ พวงมาลัยเพาเวอร์จะหนักไปหน่อยสำหรับการขับในเมืองที่รถติด ๆ แต่ถ้าเป็นช่วงขับนอกเมืองที่ใช้ความเร็วได้สูงขึ้นก็ถือว่าให้ความมั่นคงดี ส่วนทางด้านพละกำลัง ซาก้ามีอัตราเร่งออกตัวได้ว่องไว และยังมีอัตราเร่งแซงที่ดีน่าพอใจในช่วงที่ความเร็วต่ำกว่า 100 กม./ชม. แต่ความเร็วปลายระดับ 120 กม./ชม.ขึ้นไปกลับไม่ค่อยไหลลื่นนัก ความเร็วสูงสุดเท่าที่ทำได้อยู่ประมาณ 160 กม./ชม ซาก้าสามารถใช้น้ำมันอี 20 ได้ ส่วนอัตราการกินน้ำมันเฉลี่ยแล้วอยู่ที่ 10-11 กม./ลิตร

สำหรับการทำงานของระบบช่วงล่าง ที่ช่วงความเร็วต่ำ ๆ หรือขณะวิ่งผ่านถนนขรุขระ จะให้ความรู้สึกนิ่มนวลนั่งสบายดี ส่วนในช่วงที่ใช้ความเร็วสูง ๆ ถ้าเป็นทางตรงก็ยังทรงตัวมั่นคงดีไม่มีปัญหา แต่ถ้าเป็นทางโค้งแคบ ๆ รถจะมีอาการโคลงตัวอยู่บ้าง เพราะซาก้าใช้ยางแก้มสูงขนาด 195/60 R14 สำหรับการทำงานของระบบเบรกแบบหน้าดิสก์ หลังดรัมมีประสิทธิภาพดี และแม้จะเบรกอย่างรุนแรงโดยที่ไม่มีระบบเอบีเอส รถก็ไม่เสียการทรงตัว วางใจได้ เสียแต่ว่าตัวเบรกแข็งและแป้นเบรกอยู่ค่อนข้างสูง ทำให้ต้องออกแรงในการเหยียบแป้นเบรกมากไป

สรุปโดยรวมแล้ว ในเรื่องราคาของซาก้าน่าสนใจเสียแต่หน้าตาจืดไปหน่อย ถ้ามีการปรับโฉมโดยใส่ชุดแต่งเพิ่มให้ดุดันกว่านี้ เชื่อว่าน่าจะโดนใจคนวัยเริ่มทำงานขึ้นอีกเยอะ.



ข้อมูลทางเทคนิค โปรตอน ซาก้า มีเดียมไลท์ เกียร์อัตโนมัติ

มิติ (ยาว/กว้าง/สูง) 4,257/1,680/1,502 มม.

เครื่องยนต์ 4 สูบแถวเรียง 16 วาล์ว

ความจุกระบอกสูบ 1,332 ซีซี

กำลังสูงสุด 94 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที

แรงบิดสูงสุด 120 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบ/นาที

เกียร์ อัตโนมัติ 4 จังหวะ

ราคา 464,000 บาท

...........................

สมฤกษ์ รื่นสัมฤทธิ์
ที่มา เดลินิวส์

มินิ คันทรีแมน ปราดเปรียว ขับสนุก

มินิ คันทรีแมน ได้เข้ามาสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับแฟน ๆ มินิในเมืองไทย ด้วยแนวคิดรถยนต์นั่งอเนกประสงค์แบบครอสโอเวอร์ มีห้องโดยสารกว้างขวางสำหรับผู้ใหญ่ 4 คนนั่งได้อย่างสบาย อีกทั้งยังผสมผสานกับอารมณ์การขับที่สนุกสนานและปราดเปรียวว่องไวในสไตล์รถโกคาร์ท การออกแบบภายในของคันทรีแมนยังมีรูปแบบที่แปลกใหม่สะดุดตา นอกจากจะมีความโดดเด่นแล้วยังมีประโยชน์ใช้สอยลงตัว เช่น นวัตกรรมใหม่สำหรับการจัดเก็บสิ่งของภายในห้องโดยสารได้อย่างชาญฉลาด และในรุ่นมินิ คูเปอร์ เอส ออล 4 คันทรีแมน ยังได้ติดตั้งระบบมินิ คอนเนคเต็ด ซึ่งจะเป็นครั้งแรกในเมืองไทยที่รถยนต์สามารถเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตได้

อีกทั้งรถรุ่นนี้ยังมุ่งเน้นการขับขี่ในเมืองอย่างปราดเปรียว เปี่ยมด้วยสไตล์และรสนิยมที่โดดเด่นและตอบสนองประโยชน์ใช้สอยด้วยคอนเซปต์ตัวถังแบบ 4 ประตู 4 ที่นั่ง พร้อมด้วยฝาท้ายขนาดใหญ่ที่เปิดได้กว้าง ห้องโดยสารที่สามารถปรับให้แปรเปลี่ยนได้หลายรูปแบบ เพื่อรองรับความต้องการใช้งานที่แตกต่างกัน

คันทรีแมนมีให้เลือก 2 รุ่นคือ มินิ คูเปอร์ เอส ออล 4 คันทรีแมน เครื่องยนต์เบนซิน 1.6 ลิตร สามารถผลิตกำลังสูงสุดถึง 184 แรงม้าที่ 5,500 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 240 นิวตัน-เมตร ที่ 1,600-5,000 รอบ/นาที และสามารถเพิ่มเป็น 260 นิวตัน-เมตร ในขณะเร่งแซงด้วยฟังก์ชั่นโอเวอร์บูสต์ ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด และอีกรุ่นคือ มินิ คูเปอร์ คันทรีแมน เครื่องยนต์ 4 สูบ 1.6 ลิตร พร้อมเทคโนโลยีวาล์วแปรผันอัจฉริยะ สามารถผลิตกำลังสูงสุดได้ 122 แรงม้าที่ 6,000 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 160 นิวตัน-เมตรที่ 4,250 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด สนนราคาอยู่ที่ 3,290,000 และ 2,790,000 บาท.

เนตรนภางค์ บุญนายืน
ที่มา เดลินิวส์