14 ตุลาคม 2553

Q3 มาสด้าติดปีกโตมากสุดถึง 2.5 หมื่นคัน

มาสด้า เผยยอดจำหน่ายรถมาสด้าไตรมาส3 ว่าเป็นรถยนต์ยี่ห้อเดียวที่รักษาตำแหน่งเติบโตสูงสุดในประเทศไทย ด้วยอัตราเติบโตสูงสุดถึง 242 % ครองส่วนแบ่งการตลาดมากสุดในประวัติศาสตร์ของมาสด้าถึง 4.6% ด้วยยอดการจำหน่ายรวมทั้งสิ้นสูงถึง 25,763 คัน

โดยเฉพาะรถยนต์นั่งมาสด้า2 ยังคงร้อนแรงมาตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกจนจะครบ 1 ปี ก็ยังแรงไม่หยุดมียอดขายรวมทั้งสิ้นถึง 17,056 คัน ในส่วนของรถมาสด้า3 ยังคงเหนียวแน่นคว้ายอดขายไปแล้วถึง 4,262 คัน ในขณะที่รถสปอร์ตปิคอัพ บีที-50 มียอดขายรวมทั้งสิ้น 4,364 คัน ในขณะที่ซีเอ็กซ์-9 ใหม่ แรงเกินคาดมียอดขายไปแล้วถึง 51 คัน ส่วน มาสด้า เอ็มเอ็กซ์-5 มียอดขายสูงถึง 30 คัน พร้อมเพิ่มกำลังการผลิตให้ทันการส่งมอบในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปี มั่นใจการันตีปีนี้ทะลุเป้า 35,000 คันอย่างแน่นอน
นาย โชอิชิ ยูกิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทไทย) จำกัด กล่าวว่า ตลาดรถยนต์ในช่วงที่ผ่านมาถือว่าเติบโตมากสุดและนับเป็นปีทองของตลาดรถยนต์ของประเทศไทยและคาดว่ายอดขายตลาดรวมน่าจะทะลุ 750,000 - 800,000 คัน ส่วนในไตรมาสสุดท้ายของปีการแข่งขันจะทวีความดุเดือดมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นช่วงไฮท์ซีซั่นส์ของปี โดยเฉพาะในตลาดรถยนต์นั่งที่กำลังคึกคักเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งหลายๆ ค่ายต่างเตรียมเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ออกสู่ตลาดทางมาสด้าได้เตรียมความพร้อมรุกตลาดอย่างเต็มที่ไว้เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะในส่วนของรถปิคอัพมาสด้ากำลังเตรียมเปิดตัวกลยุทธ์เด็ดออกกระตุ้นตลาดในเร็วๆ นี้

มาสด้าสรุปยอดการจำหน่ายรถยนต์ประจำเดือนกันยายน 2553 ที่ผ่านมา ซึ่งมาสด้าประสบความสำเร็จอย่างงดงามเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้และยังคงรักษาอัตราการเติบโตสูงสุดในตลาด โดยตลาดรถรวมมียอดการจำหน่ายทั้งสิ้นสูงถึง 68,085 คัน เติบโตเพิ่มขึ้นถึง 52% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยแบ่งออกเป็นรถยนต์มาสด้าที่มียอดขายรวมทั้งสิ้นจำนวน 2,934 คัน เติบโตสูงสุดถึง 190% เทียบกับเดือนกันยายนปีที่ผ่านมา โตโยต้า จำนวน 27,598 คัน เติบโตเพิ่มขึ้น 28% รถอีซูซุ จำนวน 11,811 คัน เพิ่มขึ้น 39% ฮอนด้า จำนวน 10,012 คัน เพิ่มขึ้น 11% นิสสัน จำนวน 5,445 คัน เพิ่มขึ้น 115% และมิตซูบิชิ จำนวน 3,608 เพิ่มขึ้น 112%
สุรีทิพย์ ละอองทอง โฉมทองดี ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า "ความสำเร็จจากการจัดแคมเปญส่งเสริมการขาย "มาสด้า M Day" กับข้อเสนอที่ดีที่สุดในรอบปี ถูกอกถูกใจแฟนพันธุ์แท้รถยนต์สายพันธุ์สปอร์ตของมาสด้า ส่งผลให้รถยนต์มาสด้าทุกรุ่นเติบโตขึ้น ทะลุเกือบ 3,000 คัน โดยเฉพาะมาสด้า2 ยังแรงดีไม่มีตก แม้คู่แข่งจะทยอยเปิดตัวรุ่นใหม่ออกสู่ตลาด แต่รถมาสด้า2 ยิ่งเป็นที่นิยมมากขึ้นด้วยแคมเปญ "เฟิร์สเดทกับเป้... เท่ที่ญี่ปุ่น" ทดลองขับรับฟรี! โปสการ์ดอัลบั้มเป้ พร้อมลายเซ็น และบัตรกำนัลสตาร์บัคส์ หรือมิสเตอร์ โดนัท แถมลุ้นออกเดทกับเป้ อารักษ์ ถึงประเทศญี่ปุ่น ทำให้คว้ายอดขายไปถึง 1,525 คัน

ส่วนรถปิคอัพมาสด้า บีที-50 จำนวนทั้งสิ้น 750 คัน เติบโตสูงสุดในรอบ 29 เดือน ขยับขึ้นอันดับ 5 ในรอบหลายปี ส่วนรถยนต์นั่งมาสด้า3 ยังคงได้รับความมั่นใจจากลูกค้าสูงขึ้น และยังคงร้อนแรงอย่างต่อเนื่องด้วยยอดขายสูงถึง 551 คัน สำหรับมาสด้า ซีเอ็กซ์-9 ก็ยังรักษาระดับอยู่ที่ 5 คัน ส่วนรถสปอร์ตโรดสเตอร์เปิดประทุนที่ขายดีที่สุดในโลก มาสด้า เอ็มเอ็กซ์-5 ก็ร้อนแรงเช่นกันมีจำนวนถึง 3 คัน
พร้อมกันนี้มาสด้ายังคงเดินหน้ามอบสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าที่กำลังตัดสินใจเป็นเจ้าของยานยนต์สายพันธุ์สปอร์ตจากมาสด้าด้วยเงื่อนไขสุดพิเศษ ซึ่งสามารถติดต่อสอบถามได้ที่โชว์รูมมาสด้าทั้ง 107 แห่งทั่วประเทศ
Q3 มาสด้าติดปีกโตมากสุดถึง 2.5 หมื่นคัน
ที่มาโดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

12 ตุลาคม 2553

เต็มตากับ All-New Honda Civic

เสร็จจากข่าวฮ็อตของการเปิดตัวฟิต/แจ๊ซ รุ่นไมเนอร์เชนจ์ พร้อมเวอร์ไฮบริด ข่าวต่อไปที่ทำให้บรรดาแฟนๆ ของฮอนด้าเตรียมตัวเตรียมเงินในบัญชีเอาไว้ให้พร้อม คือ การเตรียมเปิดตัวของซีวิคใหม่ในแบบโมเดลเชนจ์ ซึ่งจะมีขึ้นในปีหน้า และในตอนนี้มีการบันทึกภาพที่น่าจะเรียกว่าเกือบไร้การปกปิกของรถยนต์รุ่นนี้ขณะแล่นทดสอบบนถนนออกมาให้เห็นกันแล้ว
ภาพที่เห็นอยู่นี้ถูกบันทึกได้จากนิตยสาร Car Middle East ขณะที่ทีมงานของฮอนด้ากำลังนำออกทดสอบแบบชนิดที่เรียกว่า ‘เกือบเปลือย’ บนถนนสาธารณะในตะวันออกกลาง โดยตัวรถเป็นตัวถังแบบ 4 ประตู ที่มีหน้าตาคล้ายกับฮอนด้า ซิตี้เวอร์ชันที่ขายในบ้านเรา ขณะที่แผงมาตรวัดยังเป็นแบบเล่นระดับ 2 ชั้น หรือ 2-Tier เหมือนกับรุ่นปัจจุบันที่ขายอยู่ในตลาด พร้อมกับพวงมาลัยที่มีสไตล์คล้ายกับนิสสัน GT-R
ซีวิคใหม่โดนโรคเลื่อนเล่นงานมาแล้ว เมื่อถูกย้ายจากกำหนดการเดิมที่ควรจะเป็นปีนี้ไปเป็นปี 2011 โดยรุ่นใหม่นี้จะเป็นเจนเนอเรชันที่ 9 และเข้ามาแทนที่รุ่น FA/FD ซึ่งเปิดตัวมาตั้งแต่ปลายปี 2005 และคาดว่าจะมีการแบ่งโซนในการทำตลาดเช่นเคย เพราะก่อนหน้าข่าวนี้ก็มีข่าวการพัฒนาซีวิคใหม่ในตลาดยุโรปออกมาให้ติดตามอยู่พักหนึ่ง
ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเชื่อว่าตัวถังซีดานจะยังเป็นรุ่นหลักในการทำตลาดของญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และตลาดโลก ส่วนหน้าตาจะมีแยกย่อยออกเป็นโฉมอเมริกัน กับโฉมญี่ปุ่นหรือไม่นั้น คงต้องดูกันต่อไป แต่ดูจากแนวโน้มแล้วมีความเป็นไปได้ที่จะคงรูปแบบเดียวกับที่เป็นอยู่ในรุ่น FD

สำหรับเครื่องยนต์ยังไม่มีการเปิดเผยออกมา แต่เชื่อว่าน่าจะยังคงอยู่กับรหัส R18A เพราะเพิ่งเปิดตัวออกมาขายกับซีวิคได้เจนเนอเรชันเดียว แต่จะมีการปรับระดับความแรงจาก 140 แรงม้าขึ้นไปอีกหรือไม่นั้น ยังไม่มีการเปิดเผย เช่นเดียวกับรุ่น 2,000 ซีซีที่ยังไม่คอนเฟิร์มว่าจะใช้รหัส K หรือ R กันแน่

เตรียมเงินให้พร้อมกันได้เลยสำหรับแฟนๆ ของซีวิค เพราะปีหน้ามาแน่
ที่มาโดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

11 ตุลาคม 2553

“เฟียต 500” ดูเท่ พร้อมราคาขายในไทย

“เฟียต 500” ดูเท่ พร้อมราคาขายในไทย การกลับมาของ “เฟียต 500” ยุคใหม่ ภายใต้การทำตลาดของ “ไทยเพรสทีจโอโตเซลส์” ในเครือ“พระนครยนตรการ” ดูจะห่างไกลกับการเป็นรถเล็กขวัญใจมหาชนในอดีต ด้วยการวางตำแหน่งให้เป็นรถหรู พร้อมราคาขายระดับ 1.69 ล้านบาท ไปจนถึงรุ่นเปิดหลังคา (Convertible) 2.19ล้านบาท เรียกว่าคนฐานะธรรมดาเอื้อมไม่ถึง หรือไม่อยากเอื้อมแล้วครับ
จริงๆ“เฟียต 500” เริ่มวิ่งให้เห็นในเมืองไทยมากว่า 2 ปีแล้ว จากการนำเข้ามาของบรรดาเกรย์มาร์เก็ต แต่การทำตลาดจากตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ “ไทยเพรสทีจโอโตเซลส์” เพิ่งเปิดตัวปลายปี 2552

...อาจจะช้าไปสักหน่อยสำหรับการนำรถมาลองขับ แต่ก็คงเสียโอกาส ถ้าพลาดสัมผัสความคลาสสิคแห่งอิตาลี โดย“ASTVผู้จัดการมอเตอริ่ง” ได้ลองรุ่น Premium ราคา 1.85 ล้านบาท ซึ่งรุ่นนี้จะเสริมออปชันอย่าง เบาะหนัง หลังคากระจก ล้ออัลลอย 16 นิ้ว ประกบบยางขนาด 195/45R16 คาลิเปอร์เบรกสีแดง เซ็นเซอร์ถอยหลัง ขณะเดียวกันสิ่งอำนวยความสะดวก-ปลอดภัยมาตรฐานมีทั้ง พวงมาลัยมัลติฟังก์ชัน แอร์อัตโนมัติ เครื่องเล่นซีดี MP3 พร้อมช่องต่อ USBและบลูทูธเชื่อมต่อโทรศัพท์
ระบบเบรก ABS กระจายแรงเบรก EBD เสริมแรงเบรก BA ระบบความคุมการทรงตัวอัตโนมัติ ระบบป้องกันรถไหลบนทางลาดชัน รวมถึงถุงลมนิรภัยคู่หน้าและด้านข้าง ม่านถุงลมนิรภัยป้องกันศีรษะ ขณะที่ด้านคนขับแถมถุงลมนิรภัยป้องกันหัวเข่า เรียกว่าจัดมาให้เพียบ และค่อยดูสมเหตุสมผลขึ้นมาหน่อยกับรถราคาล้านกลางๆ

“เฟียต 500” ใช้แพลตฟอร์มเดียวกับรถเล็กร่วมค่ายรุ่น “แพนด้า” (ฟอร์ดเอาไปใช้ในรุ่น KA ด้วย) เลย์เอ้าท์ เครื่องยนต์วางหน้า ขับเคลื่อนล้อหน้า ตามสมัยนิยมของซิตี้คาร์ยุคใหม่ ครอบด้วยตัวถังแฮทซ์แบ็ก 3 ประตู ส่วนรุ่น 500C จะเป็นตัวถังเปิดประทุนรับลม

มิติตัวถังรุ่นแฮทซ์แบ็กยาว 3,546 มิลลิเมตร กว้าง 1,627 มิลลิเมตร สูง 1,488 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ 2,300 มิลลิเมตร ขณะที่เครื่องยนต์เบนซิน 1.4 ลิตร 100 แรงม้า แบกน้ำหนักรถเพียง 930 กิโลกรัม
ภายในตกแต่งเน้นความคลาสสิคย้อนยุค ไม่ว่าจะเป็นสีสันพวงมาลัย แผงคอนโซลหน้า เบาะหนังสีน้ำตาล โดดเด่นด้วยเรือนไมล์วงกลมโตแสดงค่าการทำงานต่างๆของรถ รวมถึงความเร็ว (แสดงเป็นไมล์ต่อชั่วโมง) - รอบเครื่องยนต์ (ซ้อนกันอยู่ 2ชั้น)

สำหรับตำแหน่งคนขับ-ผู้โดยสารด้านหน้า ถ้าคนสูงระดับ 180 เซนติเมตร ช่วงขาอาจจะขัดๆนิดหน่อย เบาะหนังโอบกระชับนั่งสบาย การปรับระดับใช้มือโยก ส่วนพนักพิงศีรษะทรงกลมไม่แน่ใจว่าใช้วัสดุอะไร แต่ผู้เขียนลองสะบัดหัวไปโดน รู้สึกเหมือนโดนเขียงหมูแข็งๆ ประมาณนั้น

ตัวรถขนาดกะทัดรัด พร้อมโอเวอร์แองค์สั้นๆ ขับคล่องตัวทีเดียว ส่วนตำแหน่งเกียร์วางอยู่บริเวณคอนโซลหน้า ใกล้ปุ่มปรับเครื่องปรับอากาศ ไม่มีปัญหาสำหรับระยะโยกเปลี่ยนเกียร์ ด้านพวงมาลัยพาวเวอร์ไฟฟ้าน้ำหนักเบาเน้นการขับในเมือง แน่นอนว่าถ้าใช้ความร็วสูงก็หวิว แถมวงเลี้ยวขาดๆเกินๆ ตรงนี้ต้องใช้เวลาปรับตัวกันสักระยะ

เครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.4 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 100 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 131 นิวตัน-เมตร ที่ 4,250 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยเกียร์กึ่งอัตโนมัติ 5 สปีด หรือAutomatic Manual Transmission

เกียร์แบบคลัตซ์ไฟฟ้าชุดนี้ เหมือนกับที่โปรตอน ใช้ใน “แซฟวี่” ครับ ซึ่งข้อดีคงเป็นการส่งกำลังรวดเร็ว สูญเสียกำลังน้อย ส่งผลถึงประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมัน แต่การขับจริงๆไม่ค่อยราบลื่น(ตามสไตล์เกียร์ธรรมดา) มีช่วงโยกวูบตลอด โดยเฉพาะช่วงรอบต่ำ 1,000-1,500 รอบ และน่าจะปวดหัวมากถ้าขับช่วงรถติด

ด้วยประสิทธิภาพเครื่องยนต์ และระบบส่งกำลังชุดนี้ ทำให้ “เฟียต 500” มีอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ที่ 10.5 วินาที ความเร็วสูงสุดทำได้ถึง 182 กม./ชม. ส่วนอัตราบริโภคน้ำมันเฉลี่ย เคลมไว้ที่ 15.9 กม./ลิตร

การขับจริงก็สะท้อนตัวเลขดังกล่าว อย่างช่วงออกตัวหรือเร่งเครื่องช่วงความเร็วต่ำทำได้สมเนื้อสมตัว ไม่อืดแต่ไม่ถึงกับจี๊ดจ๊าด จังหวะต้องการแซง พยายามเข่นคันเร่งและรอรอบนิดนึง รถก็ผ่านฉลุย

ช่วงล่างหน้าแบบแมคเฟอร์สันสตรัท หลังเป็นคานแข็งทอร์ชันบีม พร้อมยางบริดจสโตนขนาด195/45R16 เซ็ทมาแข็งเป้ก การขับหนึบหนับเกาะถนน ถ้าเทียบกับ“มินิ” น่าจะพอๆกัน แต่อย่างที่บอกว่า “เฟียต 500” พวงมาลัยค่อนข้างเบา ดังนั้นการขับความเร็วสูงแม้ช่วงล่างจะนิ่ง การถ่ายเทน้ำหนักทำได้สมดุล แต่มาเจอความรู้สึกกับพวงมาลัย กลายเป็นไม่สอดคล้องกัน

การเก็บเสียงภายในห้องโดยสารอยู่ในระดับปานกลาง ทั้งเสียงลมปะทะ เสียงยางบดพื้น สะท้อนเข้ามาชัดตั้งแต่ความเร็ว 80-90 กม./ชม.ขึ้นไป อย่างไรก็ตามจุดที่ต้องชม และลืมไม่ได้คงเป็นดิสก์เบรก 4 ล้อ ที่ตอบสนองยอดเยี่ยม ระยะชะลอหยุดตามคาด และไม่ออกแนวหัวทิ่ม
รวบรัดตัดความ...ขับขี่สบาย ช่วงล่างเยี่ยม ประหยัดน้ำมัน วิ่งในเมืองโดดเด่นคล่องตัว ซึ่งต้องขอบคุณ “เฟียต” ที่นำซิตี้คาร์สุดคลาสสิครุ่นหนึ่งของโลกมาทำตลาดใหม่ แต่กลับกันก็น่าเสียดายที่คนไทย มีโอกาสเข้าถึงรถรุ่นนี้น้อยลง

...เมื่อก่อนชาวบ้านทั่วไปอาจซื้อ“เฟียต 500”ไว้จ่ายตลาดสดแถวบ้าน แต่ปัจจุบันคงเป็นเรื่องของคนใจรัก มีฐานะใช้เป็นพาหนะชอปปิ้ง“พารากอน”เสียแล้ว

ที่มาโดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

10 ตุลาคม 2553

ใหม่ KTM 125 Duke ปี 2011 มอเตอร์ไซค์สูบเดียว 125 cc เจาะกลุ่มตลาดวัยรุ่นทั่วโลก

ใหม่ KTM 125 Duke ปี 2011 มอเตอร์ไซค์สูบเดียว 125 cc เจาะกลุ่มตลาดวัยรุ่นทั่วโลก เปิดตัวไปแล้วสำหรับ KTM 125 Duke ปี 2011 ในงาน Intermot ที่จัดขึ้นในระหว่างวันที่ 6-10 ตุลาคมที่ประเทศเยอรมันนี มอเตอร์ไซค์ Street Bike เครื่องยนต์สูบเดียวถูกออกแบบมาเพื่อนักขี่วัยรุ่นโดยเฉพาะ ฉะนั้นอย่าคาดหวังความแรงจากมันเพราะมีกำลังเพียงแค่ 15 แรงม้าเท่านั้น เครื่องยนต์สูบเดียว 4 จังหวะ 4 วาล์ว ขนาด 124.7 cc เป็นเครื่องยนต์รุ่นใหม่แกะกล่องจาก KTM ที่มาพร้อมกับ Dual-Overhead Camshaft, Balance Shaft, ระบบหล่อเย็น และระบบหัวฉีดน้ำมัน
เนื่องจากการที่ KTM มี Bajaj บริษัทจากอินเดียถือหุ้นอยู่ถึง 35% จึงไม่น่าแปลกที่มอเตอร์ไซค์รุ่นนี้จะถูกผลิตในโรงงานของ Bajaj ซึ่งนอกจากจะมีการทำตลาด 125 Duke ในยุโรปแล้ว บริษัทฯยังเตรียมทำตลาดในประเทศกำลังพัฒนาที่่ Bajaj ทำธุรกิจอยู่ไม่ว่าจะเป็นตลาดในแถบละตินอเมริกา แอฟริกา รวมถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากนั้นยังมีข่าวลืออีกว่ารุ่น 250 cc กำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนา ซึ่งรุ่นนี้อาจจะถูกจำหน่ายในอเมริกา ตลาดที่คนนิยมขับมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ๆ
KTM 125 Duke รุ่นปี 2011 มีให้เลือก 2 สีเหมือนกับที่แสดงในงาน EICMA เมื่อปีที่ผ่านมาในฐานะมอเตอร์ไซค์ต้นแบบ คือ สีส้มสำหรับเวอร์ชั่น Race และสีดำสำหรับเวอร์ชั่น Stunt ซึ่งตกแต่งด้วยงานกราฟฟิคสีม่วงและสีเขียวฟ้า Aquamarine ส่วนรายละเอียดของสเปคก็ตามด้านล่างนี้ครับ
รายละเอียดของเครื่องยนต์

Engine type 1-cylinder, 4-stroke
Displacement 124.7 cc
Bore x stroke 58/47.2
Performance (homologated ) 11.3kW @10,500 rpm
Max. torque 12 Nm @ 8,000 rpm
Compression ratio DOHC
Starter /Battery Electric starter
Transmission 6 gears
Fuel Mixture Generation Electronic fuel injection
Control 4 V / DOHC
Lubrication Preassure lubrication
Final drive 14:45
Cooling Liquid cooled
Clutch Multi-disc wet clutch, hydraulically operated
Engine Management Bosch
รายละเอียดของโครงสร้าง

Frame Chromium-Molybdenum trellis frame
Subframe Steel
Handlebar Steel tapered DM 26/22 mm
Front suspension WP USD Ø 43 mm
Rear suspension WP monoshock
Suspension travel front/rear 160/160 mm
Front brake Disc brake Ø 280 mm
Rear brake Disc brake Ø 230 mmr
Rims front/rear 3,00 / 17″ x 4,00 / 17″
Tyres front/rear 110/70 x 17“ x 150/60 x 17“
Silencer Steel (KAT)
Stering head angle 65°
Trail 100 mm
Wheel base 1,350 +/-15 mm
Ground clearance 185 mm
Seat height 810 mm
Tank capacity ca. 11 l (ROZ 91)
Weight (ready to race) ca. 128 kg

ที่มา autospinn