09 มกราคม 2554

มิตซูบิชิ ไอ-มีฟ รถยนต์พลังงานบริสุทธิ์

หลังจากที่ มร.โอซามุ มาสุโกะ ประธานมิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น และ นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รมว.อุตสาห กรรม ออกมาประกาศความร่วมมือที่จะมีการศึกษาและทดสอบการใช้งานรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า มิตซูบิชิ ไอ-มีฟ ล่าสุดทาง บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ ประ เทศไทย ก็ได้จัดรถให้สื่อมวลชนไทยได้ทดลองขับกันด้วย

สำหรับรถไฟฟ้าโดยทั่ว ๆ ไปนั้นส่วนใหญ่จะนั่งได้แค่ 2 คน เพราะต้องเสียพื้นที่ห้องโดยสารให้กับแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ แต่สำหรับไอ-มีฟนั้นทางมิตซูบิชิได้ร่วมมือกับ GS ยัวซ่าพัฒนาแบตเตอรี่แบบลิเธียม-ไอ ออน ขนาด 330 โวลต์ รุ่นใหม่ที่มีขนาดเล็กลง จึงไม่เปลืองเนื้อที่ของห้องโดยสาร ทำให้ห้องโดยสารไอ-มีฟมีขนาดที่กว้างขวาง สามารถติดตั้งเบาะนั่งโดยสารได้ถึง 4 ที่นั่ง

ส่วนตัวถังของมิตซูบิชิ ไอ-มีฟนั้น

มิตซูบิชิเอามาจากรถยนต์รุ่นไอ ซึ่งเดิมจะติดตั้งเครื่องยนต์เบนซินขนาด 660 ซีซี 47 กิโลวัตต์ (64 แรงม้า) ที่ 6,000 รอบ/นาที กับแรงบิด 94 นิวตัน-เมตร ที่ 3,000 รอบ/นาที ส่วนมอเตอร์ที่ติดตั้งในมิตซูบิชิ ไอ-มีฟนั้น ก็ให้กำลัง 47 กิโลวัตต์เช่นกัน แต่แรงบิดมีมากกว่าถึง 180 นิวตัน-เมตรหรือเกือบ ๆ 2 เท่าของไอ ดังนั้นจึงไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องของสมรรถนะ ในด้านความเร็วสูงสุดไอ-มีฟทำได้ถึง 130 กม./ชม. และมีระยะทางวิ่งได้ไกลสุดต่อการชาร์จไฟเต็มประมาณ 130-160 กม. แล้วแต่การใช้งานอุปกรณ์ไฟฟ้าอื่น ๆ ด้วย ส่วนแบตเตอรี่ 330 โวลต์ นั้นมีอายุการใช้งานถึง 10 ปี (หลังจากนั้นประสิทธิภาพในการเก็บไฟจะลดลงไม่ถึง 20%)

ในเรื่องของค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน เทียบกับไอ อัตราการกินน้ำมันของไอจะอยู่ที่ 18 กม./ลิตร คิดค่าใช้จ่ายก็ตกประมาณ กม.ละ 1.50-1.70 บาท ในขณะที่ไอ-มีฟจะมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่กม.ละ 0.60-0.90 บาท ส่วนเวลาในการชาร์จไฟนั้นแบ่งได้เป็น 3 แบบ คือ ชาร์จกับไฟขนาด 15 แอมป์/200 โวลต์ (แบบบ้านเรา) ใช้เวลา 5-7 ชม. ชาร์จกับไฟขนาด 15 แอมป์/100 โวลต์ (แบบญี่ปุ่น) ใช้เวลา 11-13 ชม. ถ้าชาร์จแบบเร็วกับระบบไฟแบบ 3 เฟส ขนาด 50 กิโลวัตต์/200 โวลต์ จะใช้เวลา 20-25 นาทีเท่านั้นซึ่งในญี่ปุ่นนั้นทางมิตซูบิชิได้ทำข้อตกลงกับการไฟฟ้า

ของญี่ปุ่นที่จะสร้างจุดชาร์จไฟแบบ 3 เฟส ไว้รองรับตามสถานที่ต่าง ๆ เช่น จุดพักรถบนเส้นทางถนนหลวง หรือที่จอดรถของห้างสรรพสินค้า

เท่าที่ได้ลองขับไอ-มีฟเป็นระยะทางสั้น ๆ พบว่าจุดเด่นของรถรุ่นนี้อยู่ที่ความกว้างขวาง ความเงียบ ความประหยัด และมีสมรรถนะที่ดีมาก โดยในช่วงที่ลองขับแม้จะมีผู้โดยสารไปด้วยถึง 4 คน แต่รถก็ยังทำอัตราเร่งออกตัวได้อย่างว่องไว การทรงตัวก็ทำได้มั่นคงดีในทางโค้ง เพราะตัวแบตเตอรี่ ชุดควบคุมและมอเตอร์ ถูกติดตั้งอยู่ที่ใต้เบาะนั่งค่อนไปทางด้านหลัง ซึ่งเป็นจุดที่อยู่ในตำแหน่งต่ำ ช่วยให้จุดศูนย์ถ่วงของรถอยู่ใกล้กับพื้น แต่จุดที่ให้ความรู้สึกแปลกอยู่บ้างคือ เวลาถอนคันเร่งเพื่อชะลอความเร็ว รถจะไม่มีแรงเบรกจากเครื่องยนต์ มาช่วยชะลอความเร็วแบบรถที่ใช้เครื่องยนต์ นอกจากนี้ ไอ-มีฟยังไม่มีระบบเกียร์ส่งกำลังอีกด้วย ดังนั้นเมื่อต้องการชะลอความเร็วก็ต้องอาศัยการเบรกเพียงอย่างเดียว แต่ก็ไม่มีปัญหากับระยะทางหรือความปลอดภัยในการเบรกรถแต่อย่างไร เป็นเพียงความรู้สึกไม่ คุ้นชินเท่านั้นเองครับ

สำหรับราคาค่าตัวของไอ-มีฟจะอยู่ประมาณ 1.4 ล้านบาท ซึ่งแพงเอาเรื่อง ถ้าจะเอาเข้ามาขายในบ้านเราจริง ๆ ก็คงต้องได้รับการสนับสนุนให้ราคาถูกลงกันกว่านี้ เพราะถ้าคิดกันแบบพื้น ๆ รถขนาดเดียวกับไอ-มีฟที่ขายอยู่ในบ้านเรานั้น ราคาจะอยู่ประมาณ 5 แสนบาท ซึ่งส่วนต่างของราคาที่ประมาณ 9 แสนบาทนั้น ถ้าเอาเงินมาเติมน้ำมันเดือนละ 5 พันบาท ก็สามารถเติมได้ถึง 15 ปีเลย พูดจากใจเลยนะว่า “โลกน่ะผมก็รัก แต่ตังค์มีไม่ถึงน่ะสิ”.
มิตซูบิชิ ไอ-มีฟ รถยนต์พลังงานบริสุทธิ์
สมฤกษ์ รื่นสัมฤทธิ์
ที่มา เดลินิวส์

08 มกราคม 2554

Subaru Impreza Concept : ตัวแทนแมวน้อยมาแน่อีกไม่นาน

Subaru Impreza Concept : ตัวแทนแมวน้อยมาแน่อีกไม่นาน สำหรับแฟนๆ ของซูบารุ อิมเพรซ่าใกล้จะถึงเวลาได้เสียเงินเปลี่ยนรถใหม่กันแล้ว เพราะในตอนนี้แบรนด์ดังของญี่ปุ่นจัดการเผยโฉมตัวต้นแบบของอิมเพรซ่าใหม่ออกมาแล้วในชื่อ Impreza Concept ซึ่งจะเข้ามาทำตลาดแทนที่รุ่นปัจจุบัน ที่แฟนๆ ในบ้านเราเรียกขานอย่างน่ารักว่า ‘แมว’

Subaru Impreza อิมเพรซา ถือเป็นรถยนต์ในกลุ่มคอมแพ็กต์ที่สร้างชื่อและทำให้ซูบารุสามารถขยายแนวรุกออกสู่ตลาดภูมิภาคต่างๆ โดยรุ่นแรกที่เปิดตัวออกมาในรหัส GC เมื่อปี 1993 สามารถสร้างชื่อในตลาดและสนามแข่ง เพราะเป็นตัวแรงที่กวาดชัยชนะในสนามแข่งแรลลี่ระดับโลกอย่าง WRC รวมถึงพาซูบารุเบียดคู่ปรับตลอดกาลอย่างมิตซูบิชิ แลนเซอร์ อีโวลูชันขึ้นเป็นแชมป์โลกได้หลายปี

สำหรับรุ่นปัจจุบัน ในรหัส GE เป็นเจนเนอเรชันที่ 3 และเปิดตัวออกมาตั้งแต่ปี 2007 พร้อมกับความเปลี่ยนแปลงหลายประการ เช่น การหันมาใช้ประตูแบบมีกรอบ ต่างจาก 2 รุ่นแรกที่เป็นแบบไร้กรอบ รวมถึงการส่งตัวถังแฮทช์แบ็ก 5 ประตูเข้ามา และถอดตัวถังแวกอนออกไป โดยกำหนดให้เป็นตัวถังหลักในการนำตลาดทั่วโลก ไม่ใช่ซีดาน 4 ประตูเหมือนกับที่ผ่านมา
เมื่อประมาณเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ซูบารุเพิ่งจะปรับโฉมให้กับอิมเพรซ่า GE ไปตลาดทั่วโลกทั้งญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา ก่อนที่จะสร้างความตื่นตาตื่นใจในเวลาต่อมาบนเวทีแอลเอ มอเตอร์โชว์ เมื่อกลางเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา กับการเผยโฉมตัวต้นแบบที่คาดว่าจะถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อเป็นตัวแทนของอิมเพรซา GE และคาดว่าน่าจะเปิดตัวในปี 2012

ตัวรถมากับคอนเซ็ปต์ Dynamic Flow and Confident Stance ในการสร้างสรรค์รูปลักษณ์และสัมผัสแห่งความเร้าใจที่บรรดาแฟนๆ ของอิมเพรซ่าจะได้รับจากตัวรถ โดยเฉพาะในแง่ของความสปอร์ต และพลังขับเคลื่อนภายในตัวรถที่จะถูกสะท้อนออกมาผ่านทางทุกรายละเอียดบนตัวถัง
แม้ว่าในรุ่น GE บทบาทหลักในการทำตลาดของอิมเพรซ่าจะถูกโยนไปที่ตัวถังแฮทช์แบ็ก 5 ประตู แต่สำหรับในตัวต้นแบบของรุ่นใหม่ ซูบารุกลับเลือกแสดงรายละเอียดบนตัวถังแบบซีดาน 4 ประตู ที่เพียบพร้อมด้วยความเร้าใจ ทั้งไฟหน้าทรงเหลี่ยมเฉียงที่ถูกออกแบบให้สอดรับกับเส้นสายบนตัวถังและฝากระโปรงหน้า
ซุ้มล้อทั้ง 4 ด้านถูกดึงออกมาเพื่อให้เห็นถึงมัดกล้ามและพลังของตัวรถ ดูลงตัวกับล้อแม็กขนาด 19 นิ้วจับคู่กับยาง 245/40ZR19 เช่นเดียวกับเสากระจกบังลมหน้าซึ่งลาดเทไปทางด้ายหลัง และสอดรับกับเสากระจังบังลมหลัง หรือ C-Pillar ที่ลาดเทมาทางด้านหน้า จนทำให้ตัวรถดูสวยสปอร์ตในแบบ 4-Door Coupe ซึ่งมิติตัวถังในรุ่นต้นแบบมีความยาว 4,520 มิลลิเมตร กว้าง 1,820 มิลลิเมตร สูง 1,430 มิลลิเมตร และระยะฐานล้อ 2,640 มิลลิเมตร

ในห้องโดยสารตอบรับกับสัมผัสแห่งความเร้าใจด้วยแนวทางการออกแบบที่เรียกว่า Dynamic, Enticing, Secure ตอบสนองทั้งความสปอร์ต ความสะดวกสบาย และความหรูรา โดยมีจุดเด่นที่มาตรวัดรอบเครื่องยนต์ และความเร็วเป็นแบบดวงกลมขนาดใหญ่ แทรกกลางด้วยหน้าจอทรงสี่เหลี่ยมสำหรับแสดงข้อมูลต่างๆ ของตัวรถ
หน้าที่ในการขับเคลื่อนยังเป็นงานของขุมพลังแบบ 4 สูบนอนบ็อกเซอร์ ซึ่งในรุ่นต้นแบบเป็นบล็อกที่มีความจุ 2,000 ซีซี ไม่เปิดเผยรายละเอียด แต่ที่น่าสนใจคือ การหันมาจับคู่กับเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่อง หรือ CVT ที่ทางซูบารุเรียกว่า Lineartronic เป็นเกียร์รุ่นใหม่ที่คาดว่าซูบารุจะนำมาใช้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับรุ่นอิมเพรซ่า

ในตอนนี้ยังเป็นต้นแบบก็จริง แต่อดใจรอกันได้ คาดว่าไม่น่าเกินปี 2012 เราน่าจะได้เห็นโฉมใหม่ของอิมเพรซ่ากัน แต่จะเหมือนหรือต่างจากตัวต้นแบบที่เห็นอยู่ในภาพนี้มากน้อยแค่ไหน...อีกไม่นานเกินรอคงจะได้รับทราบ

ที่มาโดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

02 มกราคม 2554

รถยอดนิยมมาแรงปี53 ปีเถาะ

รถยอดนิยมมาแรงปี53 ปีเถาะ เปิดศักราชใหม่ รถรุ่งพุ่งแรงปีกระต่าย ยังคงเป็นรถยนต์นั่งขนาดเล็ก หรือ “บี คาร์” ขนาดไม่ใหญ่โต ประหยัดน้ำมัน ราคาสบายกระเป๋า ที่ขายดิบขายดีข้ามปี หันไปทางไหนก็ต้องเจอ คือ ฮอนด้า ซิตี้ เจนเนอเรชั่น 3 เครื่องยนต์ 1,500 ซีซี ราคาระหว่าง 524,000-694,000 บาท ปีที่ผ่านมาฮอนด้ามียอดสะสม 11 เดือน 42,737 คัน และ โตโยต้า วีออส ที่เปิดตัวไปเมื่อเดือน มี.ค.ปี 53 มีขุมพลังเครื่องยนต์ 1,500 ซีซี ราคาระหว่าง 514,000-714,000 บาท รถของทั้ง 2 ค่ายนี้เป็นมวยที่สมน้ำสมเนื้อกัน อีกทั้งยังเป็นรุ่นยอดฮิตพิมพ์นิยมที่ตลาดยังไม่เบื่อ

สำหรับซูซูกิมี ซูซูกิ สวิฟท์ เครื่องยนต์ 1,500 ซีซี รถเท่ ๆ รูปลักษณ์โดน ราคาไม่ไกลเกินเอื้อม 599,000-654,000 บาท ยังทำตลาดได้ดี ทางด้านรถจากแดนเสือเหลือง โปรตอน ซาก้า มากับตัวถังซีดาน พกเครื่องยนต์เบนซิน 1.3 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 94 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 120 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด และเกียร์ธรรมดา 5 สปีด โดดเด่นด้วยช่วงล่างอิสระ 4 ล้อ ที่ถ่ายทอดเทคโนโลยีมาจาก “โลตัส” ประเทศอังกฤษ ราคาระหว่าง 399,000-464,000 บาท

ค่ายรถยนต์ที่เพิ่งฟื้นไข้อย่างเชฟโรเลต ออกอาการคึกคักผิดหูผิดตา หลังจากส่ง เชฟโรเลต อาวีโอ ซีเอ็นจี เครื่องยนต์ขนาด 1,600 ซีซี ราคาระหว่าง 599,000-635,000 บาท เพียงเดือนเดียว ยอดจองอยู่ที่ 850 คัน เสริมทัพด้วย เชฟโรเลต ครูซ รถใหม่ถอดด้ามเครื่องยนต์ 1,600 ซีซี, 1,800 ซีซี และ 2,000 ซีซี ราคาระหว่าง 729,000-1,149,000 บาท ยอดจองไม่น้อยถึงปลายเดือน ธ.ค. 1,200 คัน

ด้าน ฟอร์ด เฟียสต้า ที่เปิดตัวไปกลางปี 53 ยังฮอตไม่เลิกเพราะบางรุ่นต้องรอรถ 2-3 เดือน มีขนาดเครื่องยนต์ 1.4 และ 1.6 ลิตรให้เลือก ราคาเริ่มต้นที่ 529,000-699,000 บาท ส่วน มาสด้าไม่ได้น้อยหน้า เคลื่อนพล มาสด้า2 ทั้ง 4 ประตู และ 5 ประตู ขนาดเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร ราคาระหว่าง 535,000-690,000 บาท ออกรบในตลาดบีเซ็กเมนท์ เปิดตัวปุ๊บยอดจองถล่มทลาย วันนี้มาสด้า2 กลายเป็นหัวหอกทำให้ค่ายมาสด้ามียอดขายเติบโตเกิน 100%

น้องใหม่อีโคคาร์คันแรกของเมืองไทย มาแรงแบบฉุดไม่อยู่ นิสสัน มาร์ช ที่ดันยอดขายค่ายนิสสันทะลุทะลวง เฉพาะ รุ่นนี้กวาดตลาดไป 30,000 คัน แว่วมาว่าปีนี้จะมีนิสสัน มาร์ช 4 ประตู เครื่องยนต์ 1.2 ลิตร และอาจจะได้เห็นตัวเป็น ๆ ณ งานมอเตอร์โชว์ ปลายเดือน มี.ค. ซึ่งในงานเดียวกันก็จะเปิดให้จอง ฮอนด้า บริโอ้ รถในโครงการอีโคคาร์ของฮอนด้า เครื่องยนต์เบนซินไม่เกิน 1.3 ลิตร โดยฮอนด้าคาดว่า จะกำหนดราคาเริ่มต้นประมาณ 400,000 บาท

นอกเหนือจากรถเล็ก ก็ยังมีรถใช้พลังงานทางเลือกที่ตลาดให้ความสนใจ โดยเฉพาะ โตโยต้า พริอุส ไฮบริด รถพันธุ์ผสมใช้ได้ทั้งน้ำมันและพลังงานไฟฟ้า ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตรราคาระหว่าง 1,190,000-1,260,000 ที่ค่ายสามห่วงส่งเข้าประกวด ก็เข้าตาประชาชนไม่น้อย

ผู้ประกอบการรถยนต์หลายค่ายต่างส่งรถเล็ก ประหยัดน้ำมัน ราคาไม่แพงลงชิงเค้กตลาดรถยนต์นั่ง ประกอบกับตลาดรถยนต์โตต่อเนื่องจากปี 53 เชื่อว่ายอดขายรวมจะขยับขึ้นไปได้ถึง 850,000 คัน ซึ่งไม่เพียงแต่จะเป็นรถยนต์นั่งขนาดเล็กที่โตพรวดพราด แต่รถยนต์นั่งที่เป็นซับเซ็ทของกลุ่มบีเซ็กเมนท์ โดยเฉพาะอีโคคาร์ ที่เข้ามาเปิดตลาดแล้ว 2 ค่าย รวมถึงรถเล็กเครื่องยนต์ไม่เกิน 1.3 ลิตรก็มีอีกหลายยี่ห้อ งานนี้ตลาดรถเล็กแข่งกันมันหยด ลูกค้าก็แค่รอรถเรียงเดี่ยวเข้ามาให้เลือกจับจองตามอัธยาศัย.

ที่มา เดลินิวส์

01 มกราคม 2554

Nissan Juke ยนตรกรรมหรู Eton เผยโฉม นิสสัน จูค 1.6 เทอร์โบ


Eton เผยโฉม นิสสัน จูค 1.6 เทอร์โบ ค่ายอีตั้น รุกตลาดเกร์ยฯ สั่งนำเข้า “นิสสัน จูค 1.6 เทอร์โบ” เจ้าแรกในเมืองไทย เน้นเจาะกลุ่มวัยโจ๋ และลูกค้าที่ชื่นชอบความแตกต่าง ไม่ซ้ำใคร ชูแคมเปญ Eton Motor Fest 2011 สุดกระหึ่มส่งท้ายปี
Nissan Juke ยนตรกรรมหรู ที่นำจุดเด่นของรถนิสสัน หลากหลายรุ่นมารวมกัน ภายใต้การออกแบบโดย Nissan Design Europe (NDE) ซึ่งเป็นศูนย์การออกแบบของนิสสัน ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ แล้วนำมาพัฒนาต่อที่ Nissan's Design Centre (NDC) ศูนย์การออกแบบของนิสสันที่ญี่ปุ่น ทำให้รูปโฉมทั้งภายในและภายนอกโดดเด่นไม่ซ้ำใคร ด้วยขนาดที่กะทัดรัด และปราดเปรียว แต่แฝงไว้ด้วยความเป็นสปอร์ตหรู น่าหลงใหล ส่วนภายในห้องโดยสารกว้างขวาง นั่งสบายในทุกตำแหน่ง เบาะหลังสามารถปรับได้หลากหลาย พวงมาลัยหุ้มหนังแท้ เบาะนั่งผ้าชนิดพิเศษผสมหนังกลับสีแดงดูหรูหรา ระบบปรับอากาศเป็น แบบอัตโนมัติ พร้อมอุปกรณ์ อำนวยความสะดวกครบครัน
Nissan Juke ใช้เครื่องยนต์รุ่น MR16 DDT ขนาด 1,600 cc เทอร์โบ Direct Injection ให้กำลัง 190 แรงม้าที่ 5,600 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 240 นิวตันเมตรที่2,000 – 5,600 รอบต่อนาที ขับเคลื่อน 2 ล้อหน้า พร้อมเกียร์ CVT 6 สปีด มีอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 14.4 กิโลเมตรต่อลิตร

นางอัจฉรีย์ ตันติยันกุล ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาด บริษัท อีตั้น อิมปอร์ท จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า “ทุกอย่างเป็นความลงตัวมาก ระยะเวลาที่เรากำหนดการนำเข้ารถรุ่นนี้เข้ามาลงตัวพอดีกับช่วงแคมเปญ Eton Motor Fest 2011 พอดี เพราะมีลูกค้าหลายท่านที่รอรถนำเข้า นิสสัน จูค เครื่อง 1,600 อยู่พอสมควร ไม่ว่าจะเป็นความลงตัวของรูปทรง ความประหยัด หรือสมรรถณะประโยชน์ ความสะดวกสบายในการขับขี่นั้น จะโดนใจลูกค้าหลายท่านเลยทีเดียว และคาดว่ายอดขายรถรุ่นนี้น่าจะไปได้ดีเพราะเรามีแคมเปญช่วย เสริม ”
ที่มา แนวหน้า