26 มกราคม 2554

Kia KV7 อเนกประสงค์ทรงปีกนกยานยนต์แห่งอนาคต

Kia KV7 อเนกประสงค์ทรงปีกนกยานยนต์แห่งอนาคต เกีย มอเตอร์ เป็นผู้นำเทรนด์ในด้านการออกแบบอีกครั้ง ด้วยฝีมือของการสร้างสรรค์จากหน่วยงานออกแบบในสหรัฐอเมริกา จับเอาความสปอร์ตมาบวกกับความอเนกประสงค์บนตัวถังทรงเหลี่ยมเหมือนกล่อง และจัดแสดงผ่านทางต้นแบบที่ชื่อว่า KV7

KV7 เป็นการนำเสนอไอเดียของการผสมผสานความอเนกประสงค์ของรูปแบบตัวถังทรงเอ็มพีวีให้เข้ากับความสปอร์ต โดยมีการสร้างสรรค์ประตูบานหลังให้ถูกเปิดขึ้นในลักษณะของปีกนกภายใต้แนวคิดที่เรียกว่า Activity MPV และเป็นผลงานของศูนย์ออกแบบที่มลรัฐแคลิฟอร์เนีย
ตรงนี้ถือเป็นความท้าทายในด้านการแตกไอเดียเพื่อนำเสนอรูปแบบใหม่ของยานยนต์สันทนาการที่สามารถตอบรับความต้องการในด้านความอเนกประสงค์ และในขณะเดียวกันก็จะต้องมีความโดดเด่น และสวยสะดุดตาด้วยเช่นกัน และยิ่งท้าทายความสามารถของเกียเพิ่มขึ้นอีก เมื่อทางทอม เคิร์นส์ หัวหน้าทีมออกแบบของเกีย มอเตอร์ อเมริกา เลือกใช้ตัวถังที่เป็นทรงเหลี่ยมเป็นแกนหลักในการต่อยอดการพัฒนา

‘เหมือนกับที่เราเคยประสบความสำเร็จกับการออกแบบของโซล ทำไมเราจะต้องเมินตัวถังในลักษณะนี้ด้วยล่ะ การสร้างสรรค์และเติมความสปอร์ตให้กับตัวถังที่เป็นทรงเหลี่ยมถือเป็นงานที่ท้าทายความสามารถของนักออกแบบ และ KV7 คือ บทสรุปของการสร้างสรรค์ภายใต้แนวคิดของการผสมผสานจุดเด่น 2 อย่าง คือ ความอเนกประสงค์ และความสปอร์ตเข้าไว้ด้วยกัน’ เคิร์นส์กล่าว
KV7 มาในสไตล์เอ็มพีวีแบบ 5 ประตู แต่เด่นตรงที่ประตูบานท้ายถูกเปิดขึ้นในแบบปีกนกเหมือนกับรถสปอร์ตอย่าง SLS AMG ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ซึ่งตรงนี้นอกจากจะช่วยเพิ่มความสวยและเร้าใจให้กับตัวรถแล้ว ยังเอื้อประโยชน์ในแง่ที่ว่าเป็นการเพิ่มความสะดวกในการเข้าและออกจากห้องโดยสารของผู้โดยสารไม่ว่าจะเป็นเบาะนั่งด้านหน้า หรือแถวที่ 2 อีกด้วย เพราะว่าตัวรถไม่มีเสากลาง หรือ B-Pillar มาคั่นกลางให้เกะกะ
ขณะที่รูปลักษณ์ภายนอกเน้นความสวยและโดดเด่นด้วยไฟหน้าแบบใหม่ซึ่งมาพร้อมกับหลอดแบบ LED ซึ่งเกียเผยว่ากำลังปรับปรุงและพัฒนาระบบไฟหน้าซึ่งใช้หลอด LED เพื่อนำมาติดตั้งให้กับรถยนต์ในสายการผลิตรุ่นใหม่ๆ
ส่วนห้องโดยสารเน้นความปลอดโปร่ง และโล่งสบาย เพราะเบาะนั่งมีเพียง 2 แถวเท่านั้น และสามารถปรับรูปแบบการจัดวางของเบาะนั่งได้ตามความต้องกรและเพียบพร้อมด้วยพื้นที่ใช้สอย ขณะที่การเลือกโทนสีเพื่อใช้การตกแต่งก็เน้นสีอ่อน เพื่อความสบายตาและปลอดโปร่ง
เรื่องรายละเอียดอย่างเครื่องยนต์ดูเหมือนจะเป็นประเด็นรองๆ ที่ไม่ได้มีอะไรน่าสนใจมากเท่ากับรูปลักษณ์ภายนอก เพราะเครื่องยนต์ที่วางอยู่ด้านหน้าเป็นบล็อก 4 สูบในรหัส Theta II ขนาด 2,000 ซีซี พ่วงด้วยเทอร์โบ ทำให้มีกำลังสูงสุด 285 แรงม้า และจับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ เรียกว่ากินน้ำมันเหมือน 4 สูบ แต่สมรรถนะเร้าใจเทียบเท่ากับเครื่องยนต์วี6

ในแง่ของโอกาสที่จะกลายเป็นจริงในอนาคต ทางเกียยังไม่ได้แย้มข้อมูลอะไรออกมาในตอนนี้ ถ้าจะขายจริง คงต้องมีการปรับอีกเยอะ โดยเฉพาะประตูแบบปีกนก และรูปแบบภายในห้องโดยสาร
ที่มาโดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

25 มกราคม 2554

5 วิธียืดอายุแอร์รถยนต์ให้ใช้ได้นานๆ

นอกจากผู้ใช้รถจะต้องมีการบำรุงรักษารถยนต์ด้วยตัวเอง และนำรถเข้าอู่หรือศูนย์บริการ เพื่อบำรุงรักษาตามระยะแล้ว ผู้ใช้รถควรจะต้องใช้รถอย่างถูกวิธี มิฉะนั้นรถยนต์อาจชำรุดเสียหายเร็วกว่าที่ควรจะเป็น หรืออาจเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้ ไม่ว่าจะเป็นส่วนต่างๆของรถยนต์ก็มีความสำคัญเท่าเทียมกันหมด ในครั้งนี้จะเป็นเรื่องเกียวกับวิธีถนอมและยืดอายุใช้งานแอร์รถยนต์แบบไม่ยุ่งยาก

1 วิธีการดูแลเบื้องต้น

รถยนต์สมัยใหม่แทบไม่ต้องวุ่นวายมาก เพียงดูจุดเล็ก ๆ สามารถยืดอายุการใช้งานได้ เช่น ไม่ปรับตำแหน่งของเทอร์โมสตรัทไปที่ Cool อยู่ตลอดเวลา จะช่วยถนอมคอมเพรสเซอร์ไม่ให้ทำงานหนักตลอดเวลา หรือไม่เปิดกระจกเมื่อเปิดแอร์ เพราะคอมเพรสเซอร์ทำงานหนัก ต่อมาอาจใช้วิธีปิดการทำงานของคอมแอร์ แต่ยังเปิดพัดลมอยู่ ก่อนที่จะจอดรถ อย่างน้อยประมาณ 5 นาที ช่วยยืดอายุการใช้งานของอีแวปพอเรเตอร์ได้ โดยเฉพาะเวลากลางคืน

2 เราจะต้องล้างตู้แอร์เมื่อไหร่

ถามมาว่าใช้ใช้เกณฑ์อะไรเป็นตัวตัดสิน ถึงจะล้างทำความสะอาดตู้แอร์สักครั้ง จะใช้เงื่อนไขของเวลา หรือระยะทางดี เพราะรถยนต์แต่ละคันมันก็ผ่านการใช้งานต่างกัน รถยนต์บางคันใช้งานมาแค่ปีเดียว แต่ก็ต้องวิ่งเป็นระยะทางกว่า 100,000 กม. ขณะบางคันอาจใช้งานแค่ 10,000 กม. ก็มีให้เห็นเช่นกัน ดังนั้นอาจบอกไม่ได้เฉพาะเจาะจงสำหรับรถยนต์แต่ละคัน ทางผู้ผลิตจึงแนะนำโดยใช้วิธีการเฉลี่ย โดยทำการล้างตู้แอร์ประมาณทุก ๆ 1 ปี หรือราว ๆ 20,000 กม. ก็ได้เหมือนกัน นอกจากการล้างตู้แอร์แล้ว ทางผู้ผลิตยังแนะนำให้บริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันคอมเพรสเซอร์ด้วยพร้อมกันเลย แน่นอนแบบนี้จะต้องปล่อยสารทำความเย็นเก่าออกให้หมดก่อน และถึงจะสามารถถ่ายน้ำมันคอมเพรสเซอร์ได้

3 วาล์วแอร์จะเปลี่ยนตอนไหนถึงจะเหมาะ

ไม่มีอะไรที่บอกได้แบบเฉพาะเจาะจงว่าต้องเปลี่ยนชิ้นส่วนเมื่อไหร่ เพราะอุปกรณ์ที่สำคัญอย่างเอ็กซ์แพนชั่นวาล์วผู้ผลิตแนะนำเอาไว้ที่ระยะทางประมาณ 50,000 กม. หรือเป็นเวลาประมาณ 2 ปีเศษโดยเฉพาะเอ็กซ์แพนชั่นวาล์ว หากมีปัญหาระบบปรับอากาศรถยนต์จะมีปัญหามาก บางทีการฉีดสารทำความเย็นอาจเกิดการผิดพลาดได้ นอกจากสาเหตุสำคัญที่มันมักจะเสียหาย เช่น การอุดตัน บางครั้งการล้าตัวของสปริงภายในตัววาล์ว หลังผ่านการใช้งาน หรือชิ้นส่วนไม่ได้มาตรฐาน จะก่อให้เกิดปัญหาตามมา แนะนำให้เมื่อถึงเวลาสิ้นสุดอายุการใช้งาน แม้การทำงานยังปรกติ แต่ก็อาจจะก่อให้เกิดปัญหาได้ภายหลัง แนะนำให้เปลี่ยนใหม่ไปเลยครับ อย่าฝืนใช้ เพราะถ้าหากมันงอแงขึ้นมาก็ต้องเสียเวลาในการถอดเปลี่ยน

4 ดรายเออร์ต้องเปลี่ยนเมื่อไหร่

อุปกรณ์สำคัญอย่างรีซีฟเวอร์ดรายเออร์จะมีอายุการใช้งานที่สั้นที่สุดเมื่อเทียบกับอุปกรณ์ตัวอื่น ๆ ทางผู้ผลิตแนะนำให้เปลี่ยนทุก ๆ ระยะทางราว 30,000 กม. เนื่องจากอุปกรณ์ตัวนี้เมื่อเริ่มการใช้งานมันก็จะเสื่อมลงเรื่อย ๆ ตลอดเวลา เพราะเป็นอุปกรณ์ที่คอยกรองสิ่งสกปรกในระบบปรับอากาศ โดยกรองสิ่งสกปรกที่ปะปนมาพร้อมกับสารทำความเย็นในระบบ นอกจากนั้นมันยังมีสารดูดความชื้นภายในตัวรีซีฟเวอร์ดรายเออร์ สารดูดความชื้นมีทั้งแบบซิลิก้าเจล และโมบิลเจล ในระบบต่าง ๆ กัน โดยเจ้าสารดูดความชื้นนี้จะทำหน้าที่ดูดเอาความชื้นที่เกิดขึ้นในระบบ แล้วปะปนมากับสารทำความเย็นมาเก็บไว้ที่ตัวเอง ซึ่งสารดูดความชื้นมันก็มีวันที่จะถึงจุดอิ่มตัว

5 ล้างตู้แอร์วิธีไหนคุ้มค่าสุด ๆ

ตามหลักการถอดตู้แอร์ออกมาล้างย่อมสะอาดกว่า ส่วนการล้างแบบไม่ถอดนั้นจะสะดวกและประหยัดเวลากว่า หากกล่าวตามการใช้งานในชีวิตประจำวันมันขึ้นอยู่กับการดูแลของเจ้าของรถเองมากกว่าว่าคุณดูแลรถของคุณแล้วดูแลในส่วนของระบบปรับอากาศอย่างไร คือ ถ้าคุณดูแลรักษาตู้แอร์เป็นประจำล้างแอร์เป็นประจำอยู่แล้ว การล้างโดยไม่ถอดตู้ก็คงจะเพียงพอที่จะช่วยให้ตู้แอร์คุณมีอายุการใช้งานที่นานขึ้นได้ ให้ประสิทธิภาพการทำงานที่เต็มที่ได้ เพราะระยะเวลาทุก ๆ 20,000 กม. คราบสกปรกคงไม่มากนักที่การล้างแบบไม่ถอดจะทำความสะอาดได้อย่างหมดจด หากคุณไม่เคยดูแลมันเลยไม่เคยล้างเลย แล้วจู่ ๆ ตันขึ้นมาอย่างนี้ แน่นอนว่าคราบสิ่งสกปรกมันคงจะมีมาก ก็สมควรที่จะถอดมาล้างจะดีกว่า แล้วหากคิดว่าจะให้ความสำคัญกับมันหลังจากถอดมาล้างในครั้งนี้แล้ว ครั้งต่อ ๆ ไปก็ล้างแบบไม่ถอดก็ได้
ที่มาโดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

23 มกราคม 2554

ซันยอง โครันโด น้องใหม่จากแดนกิมจิ

ซันยอง โครันโด น้องใหม่จากแดนกิมจิ
ซันยอง ออโต เซลส์ ผู้นำเข้ารถยนต์ซันยองจากเกาหลี ได้เปิดตัว ซันยอง โครันโด รถยนต์ขับเคลื่อนอเนกประสงค์ (เอสยูวี) ขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่จากแดนกิมจิ ซึ่งรถคันนี้เห็นหน้าตาออกมาดูดี หล่อเหลากว่ารุ่นพี่ ๆ ที่นำเข้ามาทำตลาดก่อนหน้านี้ โดยน้อง ใหม่โครันโดมาพร้อมเครื่องยนต์เทอร์โบดีเซลคอมมอนเรล ขนาด 2.0 ลิตร ให้กำลังม้าสูงสุดถึง 175 แรงม้า ที่ 4,000 รอบ/นาที และให้กำลังแรงบิดที่มหาศาลถึง 360 นิวตัน-เมตร ที่ 2,000-3,000 รอบ/นาที ซึ่งจะให้อัตราเร่งที่คล่องแคล่วทั้งในรอบความเร็วต่ำและในขณะที่เร่งแซง

ระบบเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ ขับเคลื่อน 4 ล้อ โดยเกียร์ดังกล่าวได้รับการรังสรรค์ใหม่ให้ทำงานร่วมกับเครื่องยนต์ ซึ่งจะให้สมรรถนะที่ดีเยี่ยมและตอบสนองการขับขี่ทั้งในเมืองที่ต้องการความคล่องตัวด้วยอัตราเร่งที่ปราดเปรียวและยังคงให้ความประหยัดในยามที่ต้องใช้งานในการเดินทางไกล โครันโดได้รับการออกแบบเพื่อให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมโดยมีระดับมลพิษที่ต่ำเพียง 157 กรัม/กม. ซึ่งเป็นอัตราที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานอันเข้มงวดยูโร 5 ที่จะกำหนดบังคับใช้กับรถยนต์ทุกแบบในสหภาพยุโรปในปีค.ศ. 2012

ภายนอกรถดูดีหน้าตาไม่ได้เป็นกิมจิจ๋า มีกลิ่นอายฝรั่งปนอยู่นิด ๆ ส่วนภายในตัวรถ เบาะนั่งหนังแท้ปรับด้วยระบบไฟฟ้าด้านคนขับ เบาะคู่หน้าแบบอุ่นด้วยระบบไฟฟ้า มีสวิตช์การควบคุมเปลี่ยนเกียร์ และวิทยุอยู่ที่พวงมาลัย กระจกมองหลังปรับแสงสะท้อนอัตโนมัติ

ในช่วงแรกที่เปิดตัวนี้ ค่ายซันยองได้นำเข้าโครันโด เกียร์ธรรมดาเข้ามาจำหน่าย ราคา 1.79 ล้านบาท ส่วนรุ่นเกียร์อัตโนมัติจะเข้ามาประมาณปลายเดือน มี.ค.ปีนี้.


เนตรนภางค์ บุญนายืน
ที่มา เดลินิวส์

เชฟโรเลต แคปติวา ขุมพลังใหม่ เร้าใจ สุดประหยัด

เชฟโรเลตเปลี่ยนหัวใจขับเคลื่อนใหม่ให้ “แคปติวา” รถอเนกประสงค์สุดล้ำ เพื่อตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์การขับขี่ เร้าใจด้วยเครื่องยนต์รุ่นใหม่บล็อก 4 สูบแถวเรียงความจุกระบอกสูบ 2.4 ลิตร DOHC พร้อมระบบแคมชาฟท์แปรผันคู่ต่อเนื่อง (ดับเบิล ซีวีซี) ที่สามารถปรับเปลี่ยนท่อไอดีและไอเสียได้ตามรอบเครื่องยนต์ เพิ่มสมรรถนะและความประหยัด

เครื่องยนต์ใหม่ของ แคปติวาได้ผ่านการทดสอบอย่างหนักตามมาตรฐานของ จีเอ็มและเชฟโรเลต ที่เรียกว่า โกลบอล เอนจิน ดูราบิลิตี (GED) ถูกติดตั้งอยู่ในเชฟโรเลต แคปติวาเพื่อวิ่งทดสอบในสภาพภูมิอากาศและสภาพถนนที่แตกต่างกันทั่วโลก เพื่อให้แน่ใจว่า แคปติวาที่ใช้ขุมพลังขับเคลื่อนใหม่นี้จะสามารถรองรับกับการใช้งานในทุกรูปแบบ

นอกจากความทนทานแล้ว เครื่องยนต์ใหม่ยังให้ความเร้าใจด้วยพละกำลังสูงสุดถึง 165 แรงม้า ที่ 6,400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 225 นิวตัน-เมตร ที่ 4,600 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์ 6 สปีด พร้อมไดรเวอร์ ชิฟท์ คอนโทรล (DSC) ที่ถือเป็นครั้งแรก และก้าวล้ำหน้ากว่ารถในระดับเดียวกัน

ระบบขับเคลื่อนของแคปติวา มีให้เลือกทั้งแบบขับเคลื่อน 2 ล้อหน้าและขับเคลื่อน 4 ล้อตลอดเวลา (AWD) พร้อมระบบเสริมแรงบิดอัจฉริยะ (แอ๊คทีฟ ทอร์ค ออน ดีมานด์) ช่วยเสริมพละกำลังให้แก่ระบบขับเคลื่อนแบบ AWD จากการทำงานของคลัตช์แม่เหล็กไฟฟ้ากับคลัตช์แบบเปียกซึ่งจะทำหน้าที่ส่งกำลังสู่ระบบเฟืองท้ายเพื่อกระจายแรงบิดที่เหมาะสมมากที่สุดสำหรับเพลาล้อคู่หน้าและคู่หลัง ทั้งนี้เพื่อสร้างสมดุลและเสริมกำลังให้แก่สภาพการขับขี่ที่แตกต่างกันออกไป

นอกจากนี้แคปติวายังได้รับการติดตั้งระบบเครื่องเสียงด้วยเทคโนโลยีสามมิติจากยุโรปใหม่ล่าสุด ซึ่งจะมีระบบประมวลผลที่ช่วยปรับคุณภาพของทุกความถี่เสียงให้มีมิติความละเอียดและคมชัดที่สุดจากลำโพง 6 ตัวในรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ และ 8 ตัวในรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ

ภายในยังเพียบพร้อมด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวก ต่าง ๆ ทั้งระบบมัลติมีเดียที่สามารถดูหนัง ฟังเพลงทั้งจากแผ่นซีดี และเอสดี การ์ด (รองรับไฟล์เอ็มพี 4) พร้อมการติดตั้งช่องต่ออุปกรณ์เสริมและยูเอสบี เพื่อเชื่อมต่อกับอุปกรณ์เครื่องเสียงแบบพกพาและระบบบลูทูธ (เฉพาะในรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ) อีกด้วย การออกแบบภายในห้องโดยสารคงความหรูหราทันสมัย เพิ่มความสดใหม่ด้วยแผงมาตรวัดดีไซน์ใหม่แบบเรืองแสงสีน้ำเงินเข้ม พร้อมความกว้างขวางสะดวกสบายจากเบาะโดยสาร 7 ที่นั่ง เมื่อพับเบาะแถวที่ 3 ราบลงจะมีปริมาตรในการขนสัมภาระอยู่ที่ 465 ลิตร และเมื่อปรับเบาะแถวที่ 2-3 ให้เรียบในระดับเดียวกันจะเพิ่มพื้นที่ใช้สอยสูงสุดถึง 930 ลิตร

ส่วนชุดกันสะเทือนของแคปติวาที่ด้านหน้าเป็นแบบอิสระ แม็คเฟอร์สันสตรัทและใช้ระบบช่วงล่างอิสระ 4-ลิงก์ ที่ด้านหลัง ให้การยึดเกาะถนนอย่างปลอดภัยและความนุ่มนวลเพื่อการขับขี่ พร้อมเสริมความโดดเด่นที่เหนือชั้นกว่ารถอเนกประสงค์รุ่นใด ๆ ด้วยช่วงล่างแบบยกตัวอัตโนมัติ ที่จะช่วยปรับระดับของช่วงล่างให้อยู่ในระนาบเดียวกัน เช่น เมื่อมีการบรรทุกสัมภาระที่ด้านท้ายรถ น้ำหนักที่ถ่วงท้ายก็จะทำให้หน้ารถเชิดขึ้น แต่ด้วยกลไกอัตโนมัติของช่วงล่างใหม่ก็จะปรับช่วงล่างด้านหลังให้ยกสูงขึ้นอัตโนมัติ เพื่อรักษาสมดุลของรถ ลดอาการหน้ารถเชิดขึ้นและยังช่วยให้ควบคุมรถได้มั่นคงปลอดภัย

ดังนั้นการเปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่เพื่อเพิ่มจุดเด่นให้กับแคปติวาครั้งนี้ก็ต้องให้ลูกค้าได้พิสูจน์กันต่อไป.

ลำยอง ปกป้อง
เชฟโรเลต แคปติวา ขุมพลังใหม่ เร้าใจ สุดประหยัด
ที่มา เดลินิวส์