16 พฤษภาคม 2553
Drag Race: 2012 Lexus LFA vs 2010 Nissan GT-R
Drag Race: 2012 Lexus LFA vs 2010 Nissan GT-R
คลิปวิดีโอ Nissan GT-R ปะทะ Lexus LFA ซัดกันในระยะ 1/4 ไมล์
ศึกสายเลือดแดนซามูไร Nissan GT-R ปี 2010 ปะทะ Lexus LFA ปี 2012 จัดโดย Motor Trend
ศึกสายเลือดของซุปเปอร์คาร์จากแดนซามูไรครั้งนี้จัดขึ้นโดย Motor Trend ที่จับเอาซุปเปอร์คาร์สุดฮ็อตเมื่อปีที่ผ่านมาและยังคงความฮ็อตได้อย่างต่อเนื่องอย่าง Nissan GT-R รุ่นปี 2010 มาชนกับซุปเปอร์คาร์น้องใหม่จากค่ายรถหรู Lexus LFA รุ่นปี 2012 กับค่าตัวที่แพงกว่ากันถึง 4 เท่า (LFA เริ่มที่ 375,000 เหรียญสหรัฐฯ ส่วน GT-R อยู่ที่ 87,000 เหรียญสหรัฐฯ) งานนี้ไม่ว่าจะจบแบบไหน ถ้าเทียบกันระหว่างซุปเปอร์คาร์ทั้งสองในเรื่องของความคุ้มค่าแล้ว คิดว่าเศรษฐีระดับต้นถึงกลางส่วนใหญ่ก็น่าจะเลือก GT-R เพราะนอกจากจะถูกกว่าแบบไม่ต้องนำมาเปรียบเทียบกันแล้ว ของๆเขายังดีจริงๆ แม้ว่างานนี้…!
ที่มา: Motor Trend,www.autospinn.com
Audi RS6 แต่งสมรรถนะโดย Schmidt Revolution ขุมพลัง 700 แรงม้า บิดสุดๆที่ 790 นิวตันเมตร

Audi RS6 แต่งสมรรถนะโดย Schmidt Revolution ขุมพลัง 700 แรงม้า บิดสุดๆที่ 790 นิวตันเมตร
แม้ว่า Audi RS6 รุ่นมาตรฐานจะมีกำลังไม่น้อยที่ 580 แรงม้า จากเครื่องยนต์ V10 แต่สำหรับสำนักแต่งจากเยอรมันนีนามว่า Schmidt Revolution ยังถือว่าน้อยไป เลยต้องปล่อยชุดแต่งสมรรถนะที่รวมเอาล้ออัลลอยใหม่เข้าไปด้วย ชุดแต่งเครื่องยนต์ประกอบด้วย ECU ปรับแต่งใหม่ ตัวกรองอากาศแนวสปอร์ท ระบบไอเสียที่ทำออกมาเป็นพิเศษ ผลที่ได้ก็คือ กำลังเพิ่มไปเป็น 700 แรงม้า ในขณะที่แรงบิดสูงสุดเพิ่มจาก 650 ไปเป็น 790 นิวตันเมตร

ความเร็วสูงสุดที่ Audi RS6 แต่งใหม่คันนี้ทำได้ที่ 330 กิโลเมตร/ชั่วโมง ส่วนล้ออัลลอยที่ว่าเป็นแบบน้ำหนักเบาขอบ 22 นิ้ว ลายใหม่จาก Schmidt พร้อมยางขนาด 265/30 ทั้งหน้าและหลังครับ
ที่มา: Reifen Koch/Schmidt Revolution,www.autospinn.com
12 พฤษภาคม 2553
Kia Optima : รุกคืบลุยตลาดครอบครัว

Kia Optima : รุกคืบลุยตลาดครอบครัว
หลังเปิดตัวทำตลาดมาตั้งแต่ปี 2000 ในที่สุดเกียก็เผยโฉมเจนเนอเรชันที่ 3 ของรถยนต์ครอบครัวของตัวเองออกมาแล้ว โดยในตลาดโลกจะใช้ชื่อออพติมาในการทำตลาดเพื่อแทนที่สายพันธุ์มาเจนติส ขณะที่ในเกาหลีใต้จะใช้ชื่อ K5 และเป็นการทำตลาดแทนที่รุ่น Lotze
ตัวรถมากับรหัส TF และแน่นอนว่าเป็นฝาแฝดของฮุนได โซนาตาใหม่ในรหัส YF เพราะแชร์พื้นตัวถังและระบบช่วงล่างร่วมกัน เช่นเดียวกับเครื่องยนต์ โดยออพติมาใหม่จะมาพร้อมกับรูปลักษณ์ที่ถอดแบบสไตล์งานออกแบบยุคใหม่ของเกียภายใต้การทำงานของปีเตอร์ ชเรเยอร์ โดยมีเป้าหมายในการเจาะตลาดรถยนต์ครอบครัว หรือ D-Segment ในระดับเดียวกับฮอนด้า แอคคอร์ด, โตโยต้า คัมรี่ หรือฟอร์ด ฟิวชัน

ตอบสนองในด้านความกว้างขวางภายในห้องโดยสารด้วยระยะฐานล้อที่มีความยาวในระดับ 2,795 มิลลิเมตร เพิ่มขึ้น 75 มิลลิเมตร ขณะที่มิติตัวถังมีขนาดเพิ่มขึ้นด้วยความยาว 4,845 มิลลิเมตร (+45 มิลลิเมตร) กว้าง 1,800 มิลลิเมตร พร้อมความนุ่มนวลและการยึดเกาะจากระบบกันสะเทือนหน้าแบบแม็คเฟอร์สันสตรัทที่ด้านหน้า และมัลติลิงก์ที่ด้านหลัง
ทางเลือกของเครื่องยนต์มีหลายแบบขึ้นอยู่กับกลุ่มตลาด อย่างในยุโรปจะมีให้เลือกระหว่างเครื่องยนต์เบนซิน 2,00 ซีซี พร้อมระบบวาล์วแปรผัน CCVL และเทอร์โบดีเซล 1,700 ซีซีแบบเทอร์โบมีครีบแปรผัน ส่วนในสหรัฐอเมริกาและตลาดโลกจะอัพเกรดเป็นเครื่องยนต์ในตระกูล Theta II ของฮุนไดทั้งแบบ GDi 2,400 ซีซี 200 แรงม้า และตัวแรงใหม่ล่าสุดที่เพิ่งเผยโฉมกับโซนาตา 2,000 ซีซี เทอร์โบแบบไดเร็กต์อินเจ็กชัน ที่มีกำลังถึง 278 แรงม้า พร้อมเกียร์ธรรมดา หรืออัตโนมัติ 6 จังหวะ
ถ้าเบื่อ D-Car จากญี่ปุ่น เกีย ออพติมาเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ ซึ่งจะเริ่มทยอยเปิดตัวในตลาดทั่วโลกในปลายปีนี้

ที่มาโดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
Hyundai Sonata : เบ่งกล้ามให้ขุมพลัง 2.0

Hyundai Sonata : เบ่งกล้ามให้ขุมพลัง 2.0
กระแสการนำระบบอัดอากาศมาใช้กับเครื่องยนต์ที่มีซีซีน้อยเพื่อให้มีเรี่ยวแรงหรือพละกำลังเท่ากับหรือมากกว่าเครื่องยนต์ที่มีทั้งจำนวนกระบอกสูบและซีซีเยอะกว่า แต่มีความประหยัดน้ำมันใกล้เคียงกับเครื่องยนต์ซีซีน้อย ถือเป็นแนวทางใหม่ที่ผู้ผลิตรถยนต์ทั่วโลกต่างให้ความสนใจ และกำลังได้รับความนิยมอย่างมากโดยเฉพาะในยุโรปและสหรัฐอเมริกา
ฮุนไดเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายล่าสุดที่นำเสนอเทคโนโลยีนี้ผ่านทางรถยนต์ครอบครัวรุ่นนิยมอย่างโซนาตา ซึ่งแม้ว่าจะมากับเครื่องยนต์ 4 สูบเรียงที่มีความจุแค่ 2,000 ซีซี แต่เมื่อกางตารางทางเทคนิคดูจะพบว่าจำนวนม้าในคอกมีเยอะแบบไม่ธรรมดา

ความนิยมในแนวทางนี้เป็นผลมาจากการมองหาความประหยัดน้ำมันแต่คงสมรรถนะในการขับขี่ โดยก่อนหน้านี้ทางเมอร์เซเดส-เบนซ์มากับเครื่องยนต์ 4 สูบ 1,800 ซีซี ซูเปอร์ชาร์จ ที่เบ่งกล้ามได้ในระดับ 143-192 แรงม้า ก่อนที่แนวคิดนี้จะมาโด่งดังกับโฟล์คฯ ซึ่งเปิดตัวเครื่องยนต์ TSI หรือ Twincharger โดยจับระบบอัดอากาศมาติดตั้งในเครื่องยนต์บล็อกเล็ก แม้ว่าจะมีความจุเพียงแค่ 1,400 ซีซีเท่านั้น แต่มีระดับของแรงม้าให้เลือกตั้งแต่ 140 ตัวไปจนถึงในระดับ 180 ตัวกันเลยทีเดียว จากนั้นฟอร์ดจึงนำแนวคิด EcoBoost มาใช้และพัฒนาจนสามารถนำมาใช้งานได้จริงกับเครื่องยนต์ 4 สูบ และวี6

จุดเด่นของแนวคิดนี้คือ ความประหยัดน้ำมันที่ดีขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับเครื่องยนต์ที่มีแรงม้าเท่ากันแต่ทว่ามีจำนวนกระบอกสูบและซีซีเยอะกว่า ซึ่งถ้าเท้าขวาไม่หนักชนิดกดไม่ยั้งจนระบบอัดอากาศทำงานตลอด ความประหยัดน้ำมันที่ได้จากเครื่องยนต์ก็จะใกล้เคียงหรือมากกว่าเครื่องยนต์ที่มีความจุเท่ากัน แต่ถ้าอยากซิ่งก็กดได้เต็มๆ แบบไม่ต้องเกรงใจเพื่อให้เทอร์โบทำงาน ทำให้เครื่องยนต์มีความยืดหยุ่นในการใช้งาน เพราะถ้าอยากได้ม้าเยอะก็ไม่จำเป็นจะต้องพัฒนาเครื่องยนต์ให้มีความจุหรือจำนวนกระบอกสูบเยอะอีกต่อไป

สำหรับฮุนได โซนาต้า 2.0T มากับเครื่องยนต์ 4 สูบ ทวินแคม 16 วาล์ว 2,000 ซีซีบล็อกใหม่ แถมด้วยระบบจ่ายน้ำมันเข้าสู่ห้องเผาไหม้โดยตรง หรือ GDI และเทอร์โบแบบ Twin-Scroll เพื่อช่วยในการอัดอากาศเข้าสู่เครื่องยนต์ และปรับบูสต์เอาไว้สูงถึง 17.4 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว พร้อมเวสต์เกตทำงานด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าและควบคุมด้วยอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งทำให้การควบคุมบูสต์ของเทอร์โบมีความแม่นยำมากขึ้น และปรับอัตราส่วนการอัดเอาไว้ที่ 9.5 : 1
ผลคือ กำลังสูงสุดในระดับ 274 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 37.1 กก.-ม. ที่ 1,800-4,500 รอบต่อนาที ซึ่งเป็นกำลังที่ได้จากเครื่องยนต์แบบวี6 ที่มีความจุในระดับ 3,000 หรือ 3,500 ซีซีเลยทีเดียว หรือเครื่องยนต์มีแรงม้าต่อลิตรอยู่ที่ 137 แรงม้าต่อ 1 ลิตรส่งกำลังสู่ล้อหน้าด้วยเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะพร้อมโหมด SHIFTRONIC สำหรับเลือกเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์เอง ส่วนความประหยัดสำหรับการขับในเมืองอาจจะไม่หวือหวามาก เพราะอยู่ที่ 8.9 กิโลเมตรต่อลิตร แต่เมื่ออยู่บนไฮเวย์หายห่วงขยับขึ้นมาเป็น 13.8 กิโลเมตรต่อลิตร

การพัฒนามีขึ้นบนตัวถังแบบ 4 ประตูของโซนาต้าใหม่ในรหัส YF ที่ได้รับการปรับปรุงและเสริมแต่งเพื่อความสปอร์ตในอีกระดับ ทั้งล้อแม็ก 18 นิ้ว ปลายท่อไอเสียออก 2 ฝั่งซ้าย-ขวาและมูนรูฟแบบพานอรามิกควบคุมด้วยไฟฟ้า ขณะที่ระบบช่วงล่างมีการปรับความแข็งโดยเฉพาะในเรื่องการบิดตัวและความหนึบให้ดีขึ้นจากรุ่นมาตรฐาน 25 และ 17% ตามลำดับ
การทำตลาดจะมีขึ้นในสหรัฐอเมริกาปลายปีนี้พร้อมกับรุ่นไฮบริด ส่วนราคายังไม่มีเปิดเผยออกมา แต่เชื่อว่าน่าจะแพงกว่า 24,000 เหรียญสหรัฐฯ หรือ 816,000 บาทซึ่งเป็นรุ่นท็อปของเครื่องยนต์ 2,400 ซีซีไม่มาก
ที่มาโดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)