31 กรกฎาคม 2553

มิตซูบิชิ ไทรทัน ซีเอ็นจี ราคาโดน-สมรรถนะไม่แพ้

มิตซูบิชิ ไทรทัน ซีเอ็นจี ราคาโดน-สมรรถนะไม่แพ้ แม้สภาวะราคาน้ำมันปัจจุบันจะไม่สูงมากนัก ทั้งดีเซลและเบนซิน(แก๊สโซฮอล์) ยังพอรับไหว แต่ในแง่ของผู้ที่ใช้รถเพื่อธุรกิจหรือขนส่งแล้ว หากลดต้นทุนตรงนี้ได้ย่อมเป็นการดีกว่า จึงไม่แปลกที่จะเห็นปิกอัพที่นำไปติดตั้งซีเอ็นจี(CNG หรือ NGV) หรือแอลพีจี (LPG) กันเต็มบ้านเต็มเมือง หรือแม้แต่แบรนด์ใหม่ ที่บุกตลาดปิกอัพพื้นเรียบซีเอ็นจีเพียวๆ ยังเห็นวิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ

การเปิดตัวของ “มิตซูบิชิ ไทรทัน ซีเอ็นจี” เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา จึงเป็นการโดดลงจับลูกค้ากลุ่มนี้โดยเฉพาะ และได้รับการตอบรับมากทีเดียว ซึ่งจากทิศทางดังกล่าวจึงแว่วว่า… ปลายปีนี้ปิกอัพยักษ์ใหญ่จะโดดลงบุกตลาดนี้บ้าง? แต่ก่อนที่ตลาดจะร้อนแรงดุเดือดมากขึ้น ในเมื่อช่วงนี้มีปิกอัพติดตั้งซีเอ็นจีจากโรงงานแท้ๆ (หรือโรงงานรับรอง)มีเพียงแค่ 3 ยี่ห้อ เชฟโรเลต โคโลราโด, ทาทา ซีนอน และล่าสุดมิตซูบิชิ ไทรทัน ซีเอ็นจี คงต้องมาชั่งน้ำหนักกัน

หากดูแล้วจะเห็นว่า เชฟโรเลต โคโลราโด แม้จะเป็นรายแรกที่บุกตลาดปิกอัพติดตั้งซีเอ็นจี(+เครื่องยนต์ดีเซล) แต่เนื่องจากมุ่งจับตลาดบน และราคาที่ปรับขึ้นร่วมแสนบาท ทำให้ไม่ค่อยหวือหวาเท่าไหร่ แตกต่างจากน้องใหม่ ทาทา ซีนอน ซีเอ็นจี ที่จับกลุ่มปิกอัพพื้นเรียบที่ใช้งานเพื่อการพาณิชย์ ราคาเริ่มต้นเพียง 4 แสนปลายๆ แม้จะเป็นปิกอัพระบบเดี่ยวใช้ได้เฉพาะเชื้อเพลิงซีเอ็นจี ยังได้รับการตอบรับมากกว่า ดันยอดขายพุ่งขึ้นเป็นเดือนละ 400-500 คัน

อย่างไรก็ตาม ปิกอัพระบบเชื้อเพลิงซีเอ็นจีอย่างเดียว ทำให้มีปัญหาเรื่องสถานีบริการไม่ค่อยครอบคลุมทั่วประเทศ ความนิยมจึงอยู่เพียงพื้นที่หรือเส้นทางที่มีสถานีก๊าซธรรมชาติเอ็นจีวี กลายเป็นข้อจำกัดของปิกอัพทาทา ซีนอน ซีเอ็นจี ในปัจจุบันไป

มิตซูบิชิ ไทรทัน ซีเอ็นจี ที่เพิ่งเปิดตัวล่าสุด จึงเป็นการเข้ามาปิดช่องว่างเหล่านี้ เพราะเป็นปิกอัพ 2 ระบบเชื้อเพลิง(Bi-Fiel System) ที่รองรับทั้งการใช้น้ำมันเบนซิน และก๊าซซีเอ็นจี ให้สามารถเลือกใช้ระบบเชื้อเพลิงอย่างใดอย่างหนึ่งตามความต้องการ ทำให้ไม่ต้องห่วงเรื่องสถานีบริการรองรับ
ขณะเดียวกันกลุ่มเป้าหมายชัด เพราะรถที่ทำตลาดเป็นรุ่นซิงเกิลแค็บ 2.4GL และเมกะแค็บ 2.4GLX จึงมุ่งจับกลุ่มผู้ใช้งานบรรทุก หรือขนส่งเป็นหลัก ซึ่งต้องการพลังงานที่ช่วยลดต้นทุนที่สุด ที่สำคัญราคาจึงตอบโจทย์ตรงนี้ เพราะรุ่นซิงเกิลแค็บเปิดมาที่ 4.69-4.79 แสนบาท และรุ่นเมกะแค็บราคา 6.11 แสนบาท

หากดูราคาน่าสนใจทีเดียว เพราะเป็นปิกอัพที่ติดตั้งซีเอ็นจีจากโรงงานมาให้เรียบร้อย ในราคาเริ่มต้นเพียง 4.69 แสนบาท แต่หากเป็นรุ่นซิงเกิลแค็บยี่ห้ออื่นๆ นำไปติดตั้งแอลพีจี หรือซีเอ็นจีภายหลัง เมื่อรวมราคารถแล้วต้องมี 5 แสนบาทขึ้นไป หรือต้องจ่ายเพิ่มกว่า 2-7 หมื่นบาท
หากไม่ยึดติดยี่ห้อใดยี่ห้อหนึ่ง “มิตซูบิชิ ไทรทัน ซีเอ็นจี” จึงมีราคาที่โดนทีเดียว! เพราะไม่เพียงติดตั้งซีเอ็นจีภายใต้มาตรฐานของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ยังพร้อมให้การรับประกันนาน 3 ปี

ในส่วนของสมรรถนะการขับขี่ ทางมิตซูบิชิยังเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนได้สัมผัสด้วยตัวเอง โดยใช้เส้นทางทดลองขับกรุงเทพฯ-หนองหญ้าปล้อง-แก่งกระจาน-หัวหิน ระยะทางรวมกว่า 260 กิโลเมตร

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย จัดปิกอัพไทรทันซีเอ็นจี 2 คัน คือ แบบซิงเกิลแค็บ หรือรุ่นตอนเดียว กับรุ่นมีแค็บ มิตซูบิชิ ไทรทัน เมกะแค็บ แต่จำนวนสื่อมวลชนทดสอบมี 10 คน จึงต้องแยกไปขับรถรุ่นอื่นๆ ของมิตซูบิชิแทน แล้วค่อยหมุนเวียนกันมาลองขับไทรทันซีเอ็นจี
ดังนั้นจากจุดสตาร์ทปั๊มปตท. ตรงข้ามมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย “ASTV ผู้จัดการมอเตอริ่ง” ไม่ได้ลองปิกอัพไทรทันซีเอ็นจี แต่เป็นมิตซูบิชิ แลนเซอร์ ซีเอ็นจี แต่ก็ถือเป็นสิ่งที่ดี เพราะคืนก่อนเดินทางโดนพิษ “ปลาหมึกพอล” ทำนายแม่น จนทีมโปรดเยอรมนีเล่นไม่ออกโดนสเปนถล่มเละ ทำให้แค้นปลาหมึกพอลสุดๆ กว่าจะงีบได้ก็เกือบเช้า งานนี้เลยปล่อยให้เพื่อนจากเดลินิวส์รับหน้าที่ไปก่อน เพื่อความปลอดภัยของการเดินทาง

กว่าจะได้สัมผัสมิตซูบิชิ ไทรทัน ซีเอ็นจี เมื่อหลังจากพักรับประทานอาหารกลางวันที่แก่งกระจาน และมุ่งหน้าสู่อำเภอหัวหิน โดยไทรทัน ซีเอ็นจี ทั้งแบบซิงเกิลแค็บและเมกะแค็บ วางเครื่องยนต์เบนซิน 2.4MPI ให้กำลังสูงสุด 128 แรงม้า ที่ 5,250 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 194 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที ที่สามารถเลือกใช้เชื้อเพลิง 2 ระบบ ทั้งก๊าซธรรมชาติซีเอ็นจี และน้ำมันเบนซินแก็สโซฮอล์ อี20

สำหรับปิกอัพไทรทัน ซีเอ็นจี ที่ได้ลองขับเป็นรุ่นซิงเกิลแค็บ 2.4GL สีขาว ตัวถังก๊าซขนาด 120 ลิตรน้ำ (รุ่นเมกะแค็บ 100 ลิตรน้ำ)วางอยู่บนกระบะด้านท้าย ติดตั้งได้เนียนสวยงาม ด้วยการทำพื้นปูกระบะ หรือเบดไลเนอร์ ดีไซน์พิเศษแบบชิ้นเดียวคลุมทั้งพื้นกระบะ และตัวถังก๊าซมิดชิด สมกับเป็นการพัฒนาออกแบบมาจากโรงงาน เพิ่มความปลอดภัยจากแรงกระแทก ของสินค้าที่บรรทุกได้เป็นอย่างดี ไม่ได้เปิดให้เห็นตัวถังก๊าซ จนเกิดความรู้สึกหวาดเสียวได้ แถมยังสะดวกในการใช้งานและบำรุงรักษาอีกด้วย
ทันทีล้อหมุนเสียงตี๊ดด.... ดังขึ้นเป็นสัญญาณก๊าซซีเอ็นจีหมด เลยต้องปรับโหมดไปใช้น้ำมันแทน ซึ่งดูระยะทางที่เซ็ตมาจากจุดพักที่ 2 อยู่ที่ประมาณ 112 กิโลเมตร และยังมีระยะทางช่วงแรกจากจุดสตาร์ทอีก 76 กิโลเมตร แต่ไม่รู้ว่าก๊าซซีเอ็นจีหมดตรงจุดไหน ซึ่งทางทางทีมงานจะเป็นผู้ตรวจสอบ จากสื่อมวลชนที่ขับสองช่วงแรก จึงจะทราบชัดถึงอัตราสิ้นเปลือง เมื่อถึงจุดเติมก๊าซอีก 70 กิโลเมตรข้างหน้า

ระยะทางจากแก่งกระจานถึงหัวหินประมาณกว่า 90 กิโลเมตร ช่วงแรกขับตามขบวน เพื่อเป็นการปรับตัวให้เข้ากับรถเสียก่อน โดยเฉพาะชีวิตส่วนใหญ่จะคุ้นเคยกับรถเก๋ง พอเจอปิกอัพที่มีช่วงตัวยาวและกว้างกว่า แถมยังเป็นรุ่นตอนเดียวเสียอีก ทำให้การกะระยะหรือควบคุมยากกว่า แต่สักพักก็เริ่มคุ้นชิน จึงเริ่มลองเร่งแซงและเพิ่มความเร็ว
เครื่องยนต์เบนซิน 2.4 ลิตร ด้านหลังไม่ได้บรรทุกอะไร นอกจากถังก๊าซแบบ Type II หรือถังเป็นไฟเบอร์เท่านั้น เครื่องยนต์เรียกกำลังมาได้ทันใจดี การเร่งแซงและปรับเปลี่ยนเลนคล่องตัว ระยะเบรกทำได้ดีทีเดียว ด้านหลังแม้ไม่ได้บรรทุกอะไรนอกจากถังก๊าซไฟเบอร์น้ำหนักเบา ไม่เกิดอาการท้ายร่อนให้ได้รู้สึก เช่นเดียวกับการเข้าโค้งที่ทำได้อย่างมั่นใจ จนบางครั้งเผลอสาดเข้าไปหนักๆ พอสมควร

เมื่อถึงปั๊มปตท.บริเวณเส้นบายพาสไปแยกปรานบุรี จัดการเติมก๊าซเข้าไปได้ประมาณ 19.5 กิโลกรัมน้ำ เมื่อตรวจสอบระยะทางกับทางทีมงาน สรุปมีอัตราสิ้นเปลืองประมาณ 117 สตางค์ต่อกิโลเมตร หรือบาทเศษๆ แต่เมื่อดูกลุ่มแรกที่ทดสอบทริปก่อน กลับทำได้ประหยัดต่างกันเกือบเท่าตัว
งานนี้เลยต้องสอบถามลักษณะการขับของผู้ขับสองช่วงแรก ปรากฏว่าขับแบบฟรีไม่ตามขบวน อัดกันมาแบบเต็มที่ระดับ 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง บางทีโล่งยาวๆ เค้นขึ้นไปถึงเกือบ 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขณะที่ผู้ขับกลุ่มแรกใช้ความเร็วแบบเกาะขบวน อยู่ที่ความเร็วประมาณ 80-90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

หลังจากเติมก๊าซเอ็นจีวีเต็มถัง ในช่วงประมาณ 20 กิโลเมตรที่เหลือ ปรับสวิทซ์เลือกโหมดใช้เชื้อเพลิงก๊าซด้านข้างพวงมาลัยขวามือ ซึ่งมีไฟบอกระดับก๊าซที่เหลือเต็ม 4 เม็ดอยู่ติดกัน โดยช่วงนี้ขอขับแบบฟรีไม่เกาะขบวน การออกตัวและเร่งแซงในโหมดเชื้อเพลิงซีเอ็นจีจี๊ดจ๊าดทีเดียว ไม่ได้ให้ความรู้สึกแตกต่างกับน้ำมันเชื้อเพลิงเบนซิน หรือปิกอัพมิตซูบิชิ ไทรทัน เมกะแค็บ ที่ได้ลองขับในรุ่นเครื่องยนต์ดีเซล
ทั้งนี้เมื่อลองเปลี่ยนมาเป็นโหมดน้ำมันขณะรถวิ่ง มีอาการกระตุกนิดเดียว ให้พอรู้สึกว่าเปลี่ยนโหมดเชื้อเพลิง หากเทียบกับรถติดตั้งก๊าซซีเอ็นจีทีหลัง หรือเก๋งซีเอ็นจียี่ห้ออื่นๆ ยังรู้สึกมากกว่า นั่นน่าจะมาจากการติดตั้งกล่องควบคุมการจ่ายไฟให้กับหัวฉีด ของระบบก๊าซและน้ำมัน ซึ่งทราบมาว่ามีมูลค่ากว่า 4,000 บาท มาให้แบบฟรีๆ จึงทำให้มีความเสถียรนั่นเอง

จากความรู้สึกของการลองขับช่วงสั้นๆ และสมรรถนะโดยรวมของรถ ไม่ว่าจะเป็นโหมดเชื้อเพลิงไหน “มิตซูบิชิ ไทรทัน ซีเอ็นจี” ไม่ได้แตกต่างกับปิกอัพตอนเดียวปกติแต่อย่างใด และยิ่งดูราคาที่เริ่มต้นเพียง 4.69 แสนบาท นับว่าโดนทีเดียว!

ที่มาโดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

ใหม่ Nissan Rogue ไมเนอร์เชนจ์ปี 2011 Compact SUV

ใหม่ Nissan Rogue ไมเนอร์เชนจ์ปี 2011 Compact SUV อยู่ในตลาดมาตั้งแต่ปลายปี 2007 แล้ว สำหรับ Nissan Rogue รถ Compact Crossover/SUV ที่ล่าสุดวันนี้ทาง Nissan ได้เผยภาพรุ่น Facelift หรือไมเนอร์เชนจ์ที่จะออกมากระตุ้นตลาดในเร็ววัน โดยมีกำหนดการเปิดตัวในวันนี้เช่นกันที่งาน Annual International Z Car Convention ครั้งที่ 23 ที่สหรัฐอเมริกา โดย Rogue รุ่นใหม่มีการปรับรูปลักษณ์และอัพเกรดอุปกรณ์ต่างๆ แต่ไม่มีการแตะต้องในเรื่องสมรรถนะหรือเครื่องยนต์แต่อย่างใด
จากมุมมองภายนอก จะพบว่า Nissan Rogue รุ่นนี้ใช้แผงกระจังหน้าสไตล์ใหม่ ในขณะที่กันชนหน้าดูหนาขึ้นมาก นอกจากนั้นยังใช้สปอยเลอร์หน้าและหลังที่ทำให้รถดูแตกต่างไปจากเดิม ด้านข้างติดคิ้วกันชนโครเมี่ยม ที่จับประตูหลังเหนือป้ายทะเบียนสีโครเมี่ยมด้วยเช่นกัน และมีล้ออัลลอยชุดใหม่ให้เลือก
อย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้นว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆในเรื่องเครื่องยนต์ ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ 4 สูบ 2.5 ลิตร 170 แรงม้าแบบเดิมๆ ขับเคลื่อนผ่านเกียร์ Xtronic CVT แต่ด้วยการที่มีการใช้ยางแรงต้านการหมุนต่ำแบบใหม่และแผ่นครอบใต้ท้องรถทำ ให้ Rogue รุ่นนี้ประหยัดน้ำมันมากขึ้น 1 ไมล์/แกลลอนสำหรับการขับนอกเมือง(รุ่นระบบ FWD) และการขับในเมือง(รุ่นระบบ AWD) ทำให้มีอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงตามมาตรฐาน EPA ของอเมริกาอยู่ที่ 22/28 ไมล์/แกลลอน สำหรับการขับในเมือง/นอกเมือง (สำหรับรุ่นขับเคลื่อนแบบ FWD) และ 22/26 ไมล์/แกลลอน สำหรับการขับในเมือง/นอกเมือง (สำหรับรุ่นที่ใช้ระบบขับเคลื่อนแบบ AWD)
Nissan Rogue รุ่นปี 2011 จะมี 2 รุ่นย่อยให้เลือกคือ รุ่น S และ SV โดยมีรุ่นพิเศษคือ S Krom ที่จะมาพร้อมกับกระจังหน้าและบั้นท้ายสไตล์ใหม่ ระบบไอเสียสไตล์สปอร์ท และล้ออัลลอยขอบ 18 นิ้ว ส่วนเรื่องราคาจะมีการเปิดเผยประมาณกลางเดือนสิงหาคมนี้ครับ
ที่มา: Nissan, www.autospinn.con

30 กรกฎาคม 2553

New Mazda เตรียมเปิดตัว CX-5 Compact SUV ปลายปีหน้า ใช้พื้นฐานรถแนวคิด Kazamai

New Mazda เตรียมเปิดตัว CX-5 Compact SUV ปลายปีหน้า ใช้พื้นฐานรถแนวคิด Kazamai แหล่งข่าวภายในที่เป็นผู้บริหารระดับสูงของ Mazda ได้เผยเปิดเผยต่อ autocar.co.uk อย่างไม่เป็นทางการว่า บริษัทฯเตรียมเปิดตัว CX-5 รถ Compact SUV ในปลายปีหน้า โดยรถรุ่นนี้จะใช้พื้นฐานของ Mazda Kazamai รถแนวคิดทรงล้ำยุคที่เคยเปิดตัวไปแล้วในงาน Moscow Motor Show ในปี 2008 ซึ่งมีรูปร่างหน้าตาตามภาพประกอบ และจะเป็นรถรุ่นแรกที่มีการขับเคลื่อนโดยเครื่องยนต์ Sky เจนเนอเรชั่นใหม่ที่ประหยัดน้ำมันสุด

แหล่งข่าวยังเปิดเผยเพิ่มเติมอีกว่า เวอร์ชั่นผลิตของ CX-5 รุ่นนี้จะมีน้ำหนักน้อยกว่ารถคู่แข่งในระดับกัน 100 กิโลกรัมเป็นอย่างน้อย โดยจะใช้เครื่องยนต์เบนซิน Direct Injection เจนเนอเรชั่นล่าสุดพร้อมระบบส่งกำลังน้ำหนักเบาแบบใหม่ในการขับเคลื่อน นอกจากนั้นยังมีข่าวลืออีกว่า Mazda จะเดินตามรอย Land Rover Evoque ในการเปิดตัววเอร์ชั่น 3 และ 5 ประตูของ CX-5 รุ่นใหม่นี้อีกด้วย

เครื่องยนต์ Sky จะใช้บล็อคเครื่องยนต์ที่มีการเสียดสีต่ำโดยมาพร้อมเทคโนโลยี Direct Injection และหัวฉีดแบบ Piezo-Electric และการที่มีระบบ i-Stop ระบบใช้พลังงานจากการเบรค รวมถึงตัวรถที่มีน้ำหนักเบา ทำให้เป้าหมายของ Mazda ในการลดอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงให้ได้มากถึง 30% มีความเป็นไปได้มากทีเดียว



New Mazda เตรียมเปิดตัว CX-5 Compact SUV ปลายปีหน้า ใช้พื้นฐานรถแนวคิด Kazamai
ที่มา: autocar.co.uk

สุดขีดสมรรถนะดีเซล ซูเปอร์คาร์ Ruf RD30S

สุดขีดสมรรถนะดีเซล ซูเปอร์คาร์ Ruf RD30S ถ้าพูดถึงรถซูเปอร์คาร์ ส่วนใหญ่คงคุ้นหูกันกับเฟอร์รารี่ ปอร์เช่ หรือไม่ก็ลัมบอร์กินี อันที่จริงโลกของซูเปอร์คาร์นั้นมันกว้างพอสมควร แม้จะเป็นตลาดที่มียอดขายปีละไม่มากมาย และมันมีหลายยี่ห้อที่บางท่านไม่รู้จัก อย่างที่ผมนำมาเขียนถึงคือ Ruf และซูเปอร์คาร์ยี่ห้อนี้ปัจจุบันนำเข้ามาขายโดย รอเยล มอเตอร์ จำกัด มีโชว์รูมตั้งอยู่บนถนนเพชรบุรีตัดใหม่
Ruf เป็นซูเปอร์คาร์ที่นำเอาพื้นฐานโครงสร้างของ ปอร์เช่ มาพัฒนาต่อทั้งรูปทรงและสมรรถนะ เพราะฉะนั้นมันไม่แปลกหรอกหากรูปร่างหน้าตาของ Ruf จะคล้ายกันกับปอร์เช่ แต่ทั้งสองยี่ห้อนี้มีความแตกต่างกันชัดเจน และ Ruf ก็ไม่ใช่สำนักแต่งรถปอร์เช่อย่างที่หลายคนเข้าใจ

ก่อนหน้านี้ รอเยล มอเตอร์นำเข้ามาจำหน่าย เปิดตลาดกันแล้ว 2 รุ่น และเจ้านี่คือ RD30S รุ่นล่าสุดของ Ruf ที่นำเข้ามาจำหน่ายในเมืองไทย รูปทรงนั้นคล้ายกันปอร์เช่ คาร์เยน แต่ถ้าได้ดูกันที่รายละเอียด เจ้านี่แตกต่างกับ คาร์เยน ชัดเจน โดยเฉพาะภายในนั้น Ruf เน้นความหรูหรา สะดวกสบายมากกว่า

เบาะนั่งแท้คุณภาพสูง พร้อมการตกแต่งภายในด้วยโทนสีดำ เพิ่มความดุดัน และมีราคา ยิ่งส่วนคอนโซลกลาง ที่มีปุ่มควบคุมมากมาย จนเผลอคิดไปว่า กำลังนั่งอยู่บนห้องควบคุมของ F16 ประมาณนั้น แน่นอนแผงควบคุมเหล่านี้ เป็นตัวตั้งค่าของระบบการขับขี่ และเพิ่มความสะดวกสบายภายในห้องโดยสาร

Ruf RD30S เน้นตกแต่งให้เป็นซูเปอร์คาร์แบบ SUV ที่ไม่ดุดันมาก เครื่องยนต์เป็นดีเซล เทอร์โบ 3.0 ลิตร กำลังสูงสุดคือ 310 แรงม้า กับแรงบิดสูงสุดคือ 635 นิวตันเมตร ที่รอบต่ำราวๆ 2,000 รอบต่อนาที มาพร้อมเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด สมรรถนะที่ว่านี้สูงกว่า คาร์เยน ต้นแบบของมันอยู่ทุกประตู

การที่มันมีแผงและปุ่มควบคุมวางอยู่กลางคอนโซลมากมาย ก็เพราะมันใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ควบคุมการทำงานของเครื่องยนต์และช่วงล่าง อย่างเช่น ระบบไฮดรอลิกควบคุมด้วยไฟฟ้าทั้งสี่ล้อ สามารถเลือกโหมดการขับขี่ได้ทั้งแบบ 4 ล้อ หรือจะเลือกแบบ 2 ล้อหน้า หรือ 2 ล้อหลังก็ยังได้ การเพิ่มความสูงสำหรับลุย หรือโหลดมันลงมาเพื่อความสนุกในการขับขี่ ก็สามารถทำได้ เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะต้องเจอกับสภาพถนนแบบไหน ระบบจะสั่งงานให้ทุกอย่างเกิดสมดุลที่สุด

จงอย่าได้สงสัยในเรื่องสมรรถนะสำหรับ 310 แรงม้า ของ RD30S คันนี้ อัตราเร่งของมันดึงหลังคุณให้ติดเบาะได้สบายๆ แต่ในอีกมิติมันเป็นซูเปอร์คาร์ SUV ที่ขับง่าย มันเหมาะกับการใช้งานแบบรถทั่วไปได้เลย ขับไปทำงานทุกวัน ขับไปเที่ยวต่างจังหวัดได้ทุกที่ ทุกสภาพถนน ถ้าอยากประหยัดน้ำมันก็แค่ขับไปเรื่อยๆ ไม่รีบร้อน แต่ถ้าอยากให้ม้าเยอะ ออกมาวิ่งโชว์ ก็แค่กดคันเร่งลงไป กำลังจะไม่ได้ดั่งใจเลยทีเดียว ยิ่งถ้าเลือกโหมดการขับขี่ให้เหมาะกับสไตล์ของคุณแล้ว ทั้ง Comfort, Normal และ Sport รับประกันความสนุกแบบสุดขีด หรือประหยัดจนนึกว่าขับรถบ้านๆ อยู่

ซูเปอร์คาร์บางรุ่น บางยี่ห้อ อาจเอามาวิ่งกันแค่อาทิตย์ละหน หรือเดือนละไม่กี่ครั้ง แต่สำหรับ Ruf คุณเอามันมาวิ่งแทนเบนซ์ที่ใช้อยู่ได้เลย จะขับเองหรือมีคนขับให้ก็ไม่เกี่ยงครับ เพราะมันถูกออกแบบให้ได้ทั้งสมรรถนะ และความสะดวกสบายของห้องโดยสาร โดยเฉพาะเบาะนั่งด้านหลัง ระดับความกว้าง เหยียดแข้งเหยียดขากันได้สบายๆ

ผมอาจใช้เวลาไม่มากกับเจ้า Ruf RD30S แต่ถือว่าได้สัมผัสทั้งเรื่องสมรรถนะ และซึมซับความสะดวกสบายของห้องโดยสารได้ในระดับหนึ่ง สิ่งที่ผมการันตีได้คือ ความแรง และระบบความปลอดภัย รวมถึงการใช้งานที่สามารถขับไปทำงานได้ทุกๆ วัน ส่งคุณลูกไปโรงเรียนตอนเช้า ขับได้ดีไม่ว่าคุณจะเป็นสุภาพบุรุษ หรือสุภาพสตรีร่างบอบบาง เพราะ Ruf RD30S คือซูเปอร์คาร์อารมณ์ดี ในราคาเริ่มต้นที่ 7.7-9 ล้านบาท
ที่มาโดย ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์