23 กันยายน 2553

ฮุนไดต่อยอดรถตู้หรู

บริษัท ฮุนได มอเตอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด เสริมไลน์โปรดักต์ ด้วยการนำเข้า “แกรนด์ สตาร์เร็ก วีไอพี” (Grand Starex VIP) จากประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นเอ็มพีวีหรู 7 ที่นั่ง ตระกูลเดียวกับ เอช-1 (12 ที่นั่ง) แต่วางตำแหน่งสินค้าสูงกว่า พร้อมความอเนกประสงค์ครบครัน เคาะราคา 1.95 ล้านบาท

“แกรนด์ สตาร์เร็ก วีไอพี” เตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการเดือนพฤศจิกายนนี้ เพียบพร้อมด้วยการตกแต่งภายในที่ให้พื้นที่ใช้สอยกว้างขวางสะดวกสบาย โดดเด่นด้วยเบาะ VIP พิเศษ 1 คู่ สามารถปรับเอนนอนได้ด้วยระบบไฟฟ้า และอุปกรณ์ความบันเทิงครบครัน ขณะเดียวกันยังเปี่ยมด้วยสมรรถนะจากเครื่องยนต์เทอร์โบดีเซล ยูโร 4 ขนาด 2.5 ลิตร 175 แรงม้า“โยชิซึมิ คุราตะ” บิ๊กบอสฮุนได เปิดเผยว่า “แกรนด์ สตาร์เร็ก วีไอพี” เป็นรถยนต์ 7 ที่นั่งแท้ๆ ตกแต่งภายในด้วยอุปกรณ์ที่ฮุนไดให้การอนุมัติและรับประกัน ไม่ได้นำมาตกแต่งเองในภายหลังอย่างที่หลายๆคนเข้าใจ ซึ่งทำให้รถรุ่นนี้โดดเด่นในความสบายของพื้นที่ใช้สอยแบบ MPV ขนาดใหญ่ ทั้งยังเหนือกว่ารถ 7 ที่นั่ง ที่มีขายในตลาดเมืองไทย

“ แกรนด์ สตาร์เร็ก วีไอพี มีกลุ่มลูกค้าชัดเจน และคนละกลุ่มกับ เอช-1 ซึ่งเอ็มพีวีรุ่นล่าสุดนี้ เน้นความเป็นเอกลักษณ์ หรูหรา สบายแบบส่วนตัวอย่างแท้จริง บนความคุ้มค่าในสไตล์ฮุนไดที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง จนทำให้ทุกวันนี้มีรถยนต์ฮุนไดรุ่นใหม่ๆกว่า 4,300 คัน บนท้องถนนเมืองไทยแล้ว” คุราตะ กล่าว
ที่มาโดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

ซูบารุส่ง "เอ็กซิกา" เสียบแทน โตโยต้าวิช


ซูบารุส่ง "เอ็กซิกา" เสียบแทน โตโยต้าวิช ซูบารุ เอ็กซิกา เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร
หลังจาก “ซูบารุ” ทั่วโลก ปรับแนวทางการดำเนินธุรกิจ จากมุ่งเน้นรถสมรรถนะสูง ได้หันมาผลิตรถและกลยุทธ์การตลาด เพื่อหันจับกลุ่มลูกค้าทั่วไปมากขึ้น ส่งผลให้ซูบารุในไทยได้ปรับตามบ้าง โดยเฉพาะจะเห็นจากการแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ รวมถึงแนวทางการทำตลาด ส่วนจะเป็นอย่างไรมาฟังจากปากของ “อภิชัย ธรรมศิรารักษ์” ผู้จัดการทั่วไป บริษัท มอเตอร์ อิมเมจ ซูบารุ(ประเทศไทย) จำกัด…
“เมื่อกลยุทธ์ระดับโลกเปลี่ยนไป และเพื่อให้สอดคล้องนโยบายขยายฐานลูกค้า จะเห็นว่าการพัฒนารถยนต์รุ่นใหม่ๆ ของซูบารุ จะตอบสนองการใช้งานของลูกค้าทั่วไป ให้ขับขี่รถทำได้ง่ายและสนุก แต่ขณะเดียวกันยังคงรักษาเรื่องของสมรรถนะเอาไว้ นี่จึงเป็นจุดเด่นของรถซูบารุที่เหนือกว่าคู่แข่ง”

ส่วนเมื่อมีการปรับเปลี่ยนตำแหน่งสินค้าใหม่ ปัจจุบันกลุ่มลูกค้าซูบารุในไทย มีวัยรุ่นและผู้หญิงมากขึ้น รวมถึงการเลือกซื้อรถซูบารุก็จะเปลี่ยนไปเช่นกัน อย่างเดิมซูบารุ อิมเพรซ่า ดับเบิลยูอาร์เอ็กซ์ ที่เป็นตัวแรงจะขายดี แต่ขณะนี้สัดส่วนของรุ่นเครื่องยนต์ 2.0 ลิตรกลับมีมากกว่า หรือประมาณ 80% เช่นเดียวกับรถเอสยูวี ซูบารุ ฟอเรสเตอร์ รุ่นเครื่องยนต์ธรรมดา 2.0 ลิตร จะมีสัดส่วนมากกว่ารุ่นเทอร์โบที่เหลือเพียง 30% หรือรุ่นเลกาซี่เครื่องยนต์เทอร์โบก็เหลือเพียง 10% เท่านั้น

อภิชัยยังอธิบายว่า ต่อไปรถรุ่นใหม่ๆ ที่เข้ามาทำตลาด จะเน้นจับตลาดที่แมสมากกว่า และแน่นอนเมื่อทิศทางเปลี่ยนไปเช่นนี้ ต่อไปกิจกรรมการตลาดกับลูกค้า จะทำให้ตรงกับบุคลิกของรถ และยกระดับให้เป็น Luxury มากขึ้น โดยช่วงปลายปีนี้จะนำเข้ารถใหม่มาทำตลาด 3 รุ่น ได้แก่ รถอเนกประสงค์แบบเอ็มพีวี(MPV) ซูบารุ เอ็กซิกา เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร รถอเนกประสงค์ซูบารุ เอาต์แบ็ก เครื่องยนต์ 2.5 ลิตร และซูบารุ อิมเพรซ่า เอสทีไอ เกียร์อัตโนมัติ เข้ามาเสริมไลน์ปัจจุบันในไทย ที่มีเพียงรุ่นเกียร์ธรรมดาเท่านั้น

ซูบารุ เอาต์แบ็ก เครื่องยนต์ 2.5 ลิตร
“เอ็กซิกาเป็นรถเอ็มพีวีที่จะเข้ามาเสียบแทน โตโยต้า วิช ที่กำลังจะเลิกทำตลาดไป ซึ่งจะทำให้ตลาดนี้เหลือเพียง มิตซูบิชิ สเปซแวกอนเท่านั้น ส่วนที่มีอยู่เป็น ฮอนด้า ฟรีด และโปรตอน เอ็กโซรา แต่นั่นเป็นเครื่องยนต์ 1.5 และ 1.6 ลิตรไม่ใช่คู่แข่ง ทำให้เป็นโอกาสของเอ็กซิกาจะเข้ามาทำตลาด โดยราคาอยู่ที่ประมาณล้านกลางๆ จึงเชื่อว่าจะสามารถแข่งขันได้ ส่วนรถรุ่นเอาต์แบ็กราคาน่าจะอยู่ที่ประมาณ 2 ล้านกลางๆ แต่เอสทีไอเกียร์อัตโนมัติ ราคาไม่ได้แตกต่างจากรุ่นเกียร์ธรรมดาในปัจจุบัน หรือมีราคาอยู่ที่ 3.95 ล้านบาท”
ทั้งนี้จะเห็นว่ารถรุ่นใหม่ๆ ของซูบารุที่เข้ามาทำตลาด จะเน้นจับตลาดที่แมสมากกว่า อย่างซูบารุ เอ็กซิกา จะจับกลุ่มครอบครัวทั่วไป หรือรถตัวแรงอิมเพรซ่า เอสทีไอ ก็จะมีรุ่นเกียร์อัตโนมัติเข้ามาทำตลาด ซึ่งจะทำให้สามารถขับขี่ได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นผู้ชาย หรือผู้หญิง อย่างเครื่องยนต์ดีเซลของซูบารุเราก็สนใจ แต่ที่ยังไม่นำเข้ามาทำตลาด เพราะทางญี่ปุ่นยังไม่ทำรุ่นเกียร์อัตโนมัติออกมา
ในส่วนของการทำตลาด เพื่อให้สอดคล้องและเป็นไปทิศทางเดียวกัน อภิชัยบอกว่าต้องมีการปรับเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของป้ายต่างๆ และโดยเฉพาะในส่วนของการโฆษณาประชาสัมพันธ์ จะมีการขยายไปยังสื่อใหม่ๆ มากขึ้น จากเดิมจะเป็นนิตยสารก็จะขยายไปยังสื่อออนไลน์ รวมถึงบรรดาโซเชียลมีเดีย (Social Media) ทั้งหลาย

สำหรับกิจกรรมการตลาดต่างๆ ได้เริ่มมาแล้ว อย่างกิจกรรม “แตะอึด” หรือ Subaru Impreza Challenge Thailand 2010 เพื่อค้นหาผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด 10 คน เป็นตัวแทนประเทศไทยไปร่วมแข่งขันระดับนานาชาติ ในรายการ The MediaCorp Subaru Impreza Challenge - The Asian Face-Off ที่ประเทศสิงคโปร์ ช่วงปลายเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ เพื่อชิงรางวัลใหญ่รถยนต์ซูบารุ อิมเพรซ่า อับเบิลยูอาร์เอ็กซ์ ใหม่ มูลค่ากว่า 2.5 ล้านบาท และเงินรางวัลอื่นๆ รวมมูลค่ากว่า 400,000 บาท โดยจากการเปิดรับสมัครวันแรกในไทย มีผู้สนใจร่วมแข่งขันเป็นจำนวนมากกว่า 150 คน นับเป็นกิจกรรมที่ประสบความสำเร็จอีกรายการ

ในส่วนกิจกรรมใหม่ๆ อภิชัยบอกว่า ปีนี้จะจัดกิจกรรมโชว์รูม “Kasha Day” ซึ่งน่าจะเริ่มได้ในช่วงตุลาคม หรือพฤศจิกายนนี้ และอีกงานเป็นกิจกรรมประจำ คือการเข้าร่วมงาน มอเตอร์เอ็กซ์โป 2010 ช่วงต้นเดือนธันวาคมนี้
ที่มาโดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

21 กันยายน 2553

ออดี้เอาแน่ลุยตลาด E-REV

ออดี้เอาแน่ลุยตลาด E-REV หลังเปิดตัวต้นแบบในงานเจนีวา มอเตอร์โชว์ 2010 เดือนมีนาคมที่ผ่านมา ตอนนี้ทางออดี้เอาจริงเอาจังกับรุ่น A1 e-tron สานฝันให้เป็นจริงเพื่อบุกตลาด E-REV หรือ Extended Range Electric Vehicle แข่งกับทางเชฟโรเลต โวลต์แล้ว ตั้งเป้าเริ่มทำตลาดปลายปี 2012
Audi A1 e-tron


จากการให้สัมภาษณ์ของไมเคิล ดิก บอร์ดบริหารของออดี้ซึ่งดูแลในด้านเทคโนโลยียืนยันว่า A1 e-tron จะได้รับการผลิตจริงอย่างแน่นอน พร้อมกับใช้เทคโนโลยี E-REV ที่มีเครื่องยนต์โรตารี่รับหน้าที่ชาร์จกระแสไฟฟ้าเหมือนกับตัวต้นแบบ โดยพุ่งเป้าการทำตลาดไปที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ของรถยนต์พลังงานทางเลือก

‘เราจะเริ่มโครงการนำร่องเกี่ยวกับเทคโนโลยีภายในปลายปีนี้’ ดิกกล่าวให้สัมภาษณ์ผ่านทางนิตยสารมอเตอร์เทรนด์ในสหรัฐอเมริกา ‘ตัวต้นแบบคันแรกกำลังอยู่ในขั้นตอนของการทดสอบ และเชื่อว่าทุกอย่างจะเสร็จสิ้นพร้อมลงสู่ตลาดในปลายปี 2012 หรืออย่างช้าไม่เกินปี 2013’

เชื่อว่ารายละเอียดหลักของโครงสร้างพื้นฐานของตัวรถจะยังคงแบบเดียวกับที่สัมผัสได้ในรถยนต์ต้นแบบ ซึ่งเป็นแบบ E-REV เหมือนกับโวลต์ โดยของออดี้จะใช้มอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 75 กิโลวัตต์ หรือ 102 เป็นตัวขับเคลื่อน และมีเครื่องยนต์โรตารี่แบบโรเตอร์เดี่ยวรับหน้าที่ในการชาร์จกระแสไฟฟ้าเข้ามาเก็บในแบตเตอรี่

ในช่วงแรกของการขับเคลื่อน สามารถอาศัยกระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี่เพียงอย่างเดียวในการเดินทางได้ระยะทางรวม 31 ไมล์ ไมล์ หรือ 50 กิโลเมตร และถ้าขับเกินจากนั้นเครื่องยนต์โรตารี่ก็จะถูกสตาร์ทขึ้นเพื่อชาร์จกระแสไฟฟ้าที่ขาดหายไป และถ้าขับจนน้ำมันหมดถัง ตัวรถจะแล่นรวมระยะทางได้ 124 ไมล์ หรือ 200 กิโลเมตร

อย่างไรก็ตาม ในบทสัมภาษณ์นี้ไม่ได้บอกว่าทางออดี้จะดัดแปลงรายละเอียดของส่วนประกอบในระบบมากน้อยแค่ไหน แต่ที่แน่ๆ จะใช้เทคโนโลยีต่อยอดในการผลิตเป็นรถยนต์พลังไฟฟ้า หรือ EV ออกสู่ตลาดด้วย

นอกจากนั้น อีกข่าวสำหรับแฟนๆ ของออดี้คือ มีความเป็นไปได้ที่รหัส A2 จะกลับมาทำตลาดอีกครั้ง หลังจากขายในช่วงสั้นๆ ระหว่างปี 1999-2005 แต่ก็ไม่ยืนยันว่าจะมาในรูปแบบรถยนต์ปกติ หรือว่าเป็นรถยนต์พลังงานทางเลือก
ที่มาโดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

Citroen DS4 : หรูและเร้าใจ

Citroen DS4 : หรูและเร้าใจ หลังเปิดตัวผลผลิตแรกของรถยนต์ระดับหรูสายพันธุ์ใหม่อย่างตระกูล DS-Different Spirit ด้วยรุ่น DS3 ออกมาชิมลางในตลาดได้ร่วมปี ตอนนี้ซีตรองกระตุ้นตลาดให้กับรหัส DS อีกครั้งด้วยการรุกระลอก 2 กับรหัส DS4 เน้นความสวยหรูแบบสปอร์ต พร้อมหลากทางเลือกของสมรรถน
แน่นอนว่าเมื่อดูเพียงแวบแรก จะทราบถึงอิทธิพลของต้นแบบที่ชื่อ DS High Rider ซึ่งเปิดตัวในเจนีวา มอเตอร์โชว์ 2010 เดือนมีนาคมที่ผ่านมาว่ามีต่องานออกแบบ DS4 อย่างเต็มที่ แต่ทางซีตรองก็ปรับรายละเอียดอีกนิด เพราะเปลี่ยนสไตล์ของตัวรถจากเดิมที่เป็น 2 ประตูในรุ่นต้นแบบ มาเป็นแบบ 4 ประตูท้ายลาดในสไตล์แฮทช์แบ็ก แต่ก็ไม่วายจะเรียกกันว่า 2+2 Door Coupe เพื่อให้ดูว่าตัวรถมีความโฉบเฉี่ยวและปราดเปรียว
นิยามของคำนี้คือ การออกแบบประตูบานหลังให้มีลักษณะแคบ เน้นแนวโค้งของโครงหลังคาที่ลาดเทลงสู่ด้านท้ายทำให้ตัวรถดูมีความเพรียวลม ขณะที่มือเปิดประตูถูกย้ายไปอยู่ตรงพื้นที่ด้านข้างของกระจกหน้าต่าง คล้ายกับอัลฟา 156 และฮอนด้า ซีวิค แฮทช์แบ็กเวอร์ชันยุโรป ส่วนมิติตัวถังมีความยาว 4,270 มิลลิเมตร กว้าง 1,810 มิลลิเมตร และสูง 1,530 มิลลิเมตร
ภายในห้องโดยสารเน้นความหรูหราที่ผสมผสานความสปอร์ตอย่างลงตัว เบาะนั่งทรงบักเก็ตซีทออกแบบให้ดูดีมีระดับ และหุ้มด้วยหนัง ทุกรายละเอียดของแผงหน้าปัดหุ้มด้วยหนังเพื่อสัมผัสที่หรูอย่างแท้จริง ขณะที่ในเรื่องความอเนกประสงค์ก็ยังรองรับกับการใช้งานได้ในระดับหนึ่งกับพื้นที่ใช้สอยด้านหลัง ซึ่งมีความจุในระดับ 370 ลิตร

5 ทางเลือกของเครื่องยนต์ที่จะทำตลาด โดยอยู่บนพื้นฐานของแบบ 4 สูบเรียง ทวินแคม 16 วาล์วและแบ่งเป็นเบนซิน 3 รุ่นมีความจุ 1,600 ซีซี ที่ทาง PSA (เปอโยต์ และซีตรอง) พัฒนาร่วมกับบีเอ็มดับเบิลยูเพื่อวางในมินิ ซึ่งในบล็อกที่วางใน DS4 มีให้เลือก 3 ความเร้าใจ คือ VTi 120 แรงม้า, THP เพิ่มเรี่ยวแรงด้วยเทอร์โบให้อยู่ในระดับ 155 และ 200 แรงม้า ซึ่งรุ่นหลังมีแรงบิดสูงสุด 28.0 กก.-ม. ที่ 1,700 รอบ/นาที แถมยังได้รับการปรับปรุงให้มีการคายไอเสียลดลง ด้วยตัวเลขของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ต่ำเพียง 149 กรัม/ 1 กิโลเมตร

ในส่วนของระบบช่วงล่างตอบสนองต่อความนุ่มนวลและการยึดเกาะด้วยแบบแม็กเฟอร์สันสตรัทสำหรับด้านหน้า และคานแข็งสำหรับด้านหลัง โดยระบบพวงมาลัยแบบแร็กแอนด์พิเนียน ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าในการช่วยผ่อนแรง และดิสก์เบรกสำหรับรุ่นท็อปให้ขนาดใหญ่ มีขนาด 340 มิลลิเมตรพร้อมช่องระบายความร้อน และติดตั้งระบบความปลอดภัยครบครันทั้งระบบเสริมแรงเบรก EBA- Emergency Brake Assist หรือระบบกระจายแรงเบรกควบคุมด้วยอิเล็กทรอนิกส์ หรือ Electronic Brakeforce Distribution (EBD) และระบบควบคุมการทรงตัว ESP

ซีตรองจะนำ DS4 ออกอวดโฉมต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรกงานปารีส มอเตอร์โชว์ 2010 ที่จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 2-17 ตุลาคมนี้ และจะเริ่มทำตลาดในยุโรปช่วงไตรมาสแรกของปี 2011

ที่มาโดย ASTVผู้จัดการออนไลน์