30 มกราคม 2554

โปรตอน ซาก้า ซีดานรุ่นราคาประหยัด

โปรตอน ซาก้า เป็นรถซีดานรุ่นเล็กที่ทางพระนครออโต้เซลส์นำมาขายในบ้านเราแทนรถคอมแพ็ค 5 ประตู โปรตอน แซฟวี่ โดยสนนราคาค่าตัวของซาก้านั้น เริ่มต้นตั้งแต่ 399,000 บาท ในรุ่นเบสไลน์ เกียร์ธรรมดา และราคา 434,000 บาท สำหรับเกียร์อัตโนมัติ ส่วนรุ่นมีเดียมไลน์ ที่เสริมด้วยอุปกรณ์ตกแต่งและมาตรฐานความปลอดภัยที่สูงขึ้น จะมีราคา 429,000 บาทในรุ่นเกียร์ธรรมดา และ 464,000 บาท ในรุ่นท็อปเกียร์อัตโนมัติ ซึ่งเป็นซาก้ารุ่นที่เราจะมาลองขับกันในอาทิตย์นี้

นับตั้งแต่แรกเห็นซาก้าเมื่อตอนที่เปิดตัวครั้งแรกจนมาถึงวันที่ได้ลองขับ โดยส่วนตัวผมไม่รู้สึกสะดุดตากับรูปลักษณ์ของรถรุ่นนี้เท่าไร เพราะถ้าเทียบกับบรรดาคู่แข่งในรุ่นเดียวกัน หรือแม้แต่เพื่อนร่วมค่ายอย่างแซฟวี่แล้ว หน้าตาของ ซาก้าออกจะเรียบร้อยไปหน่อย ทั้ง ๆ ที่มีการติดชุดแต่งอย่างสปอยเลอร์หลัง แต่ด้วยขนาดที่จุ๋มจิ๋มมากมันเลยดูธรรมดาจนเหมือนไม่มีอะไรโดดเด่น

ส่วนภายในห้องโดยสารด้านหน้ามีขนาดที่กว้างขวาง ประตูเปิดทำมุมได้เกือบ 90 องศา ช่วยให้เข้าออกง่ายไม่มีปัญหา ทัศนวิสัยการมองทั้งหน้าและหลังชัดเจนดี ตัวเบาะนั่งคู่หน้ามีขนาดใหญ่นั่งสบาย การออกแบบตัวคอนโซลหน้าดูคล้าย ๆ กับรุ่นแซฟวี่ เพียงแค่เปลี่ยนช่องแอร์มาใช้แบบกลม ชุดเครื่องเสียงติดรถทันสมัยมากขึ้น สามารถเล่นเอ็มพี 3 ได้และมีช่องยูเอสบีให้ด้วย การควบคุมก็สะดวกมือด้วยปุ่มควบคุมบนก้านพวงมาลัย

ห้องโดยสารด้านหลังมีตัวประตูที่เปิดได้มุมกว้าง ตัวเบาะรองนั่งหลังถูกออกแบบให้มีขนาดที่สั้น และยังปาดมุมตรงส่วนปลายออกเพื่อช่วยให้การเข้าออกง่ายขึ้น ส่วนช่วงเพดานรถที่สูงก็ให้ความรู้สึกสบาย นั่งแล้วไม่ติดหัว ความยาวของตัวเบาะหลังถ้านั่งแค่ 2 คนจะกำลังดี 3 คนอึดอัดหน่อย สำหรับคนที่ชอบรถจุของได้เยอะ ๆ คงจะรู้สึกขัดใจกับเบาะหลังที่พับลงไม่ได้แน่ ๆ เลย

ทางด้านสมรรถนะการขับขี่ พวงมาลัยเพาเวอร์จะหนักไปหน่อยสำหรับการขับในเมืองที่รถติด ๆ แต่ถ้าเป็นช่วงขับนอกเมืองที่ใช้ความเร็วได้สูงขึ้นก็ถือว่าให้ความมั่นคงดี ส่วนทางด้านพละกำลัง ซาก้ามีอัตราเร่งออกตัวได้ว่องไว และยังมีอัตราเร่งแซงที่ดีน่าพอใจในช่วงที่ความเร็วต่ำกว่า 100 กม./ชม. แต่ความเร็วปลายระดับ 120 กม./ชม.ขึ้นไปกลับไม่ค่อยไหลลื่นนัก ความเร็วสูงสุดเท่าที่ทำได้อยู่ประมาณ 160 กม./ชม ซาก้าสามารถใช้น้ำมันอี 20 ได้ ส่วนอัตราการกินน้ำมันเฉลี่ยแล้วอยู่ที่ 10-11 กม./ลิตร

สำหรับการทำงานของระบบช่วงล่าง ที่ช่วงความเร็วต่ำ ๆ หรือขณะวิ่งผ่านถนนขรุขระ จะให้ความรู้สึกนิ่มนวลนั่งสบายดี ส่วนในช่วงที่ใช้ความเร็วสูง ๆ ถ้าเป็นทางตรงก็ยังทรงตัวมั่นคงดีไม่มีปัญหา แต่ถ้าเป็นทางโค้งแคบ ๆ รถจะมีอาการโคลงตัวอยู่บ้าง เพราะซาก้าใช้ยางแก้มสูงขนาด 195/60 R14 สำหรับการทำงานของระบบเบรกแบบหน้าดิสก์ หลังดรัมมีประสิทธิภาพดี และแม้จะเบรกอย่างรุนแรงโดยที่ไม่มีระบบเอบีเอส รถก็ไม่เสียการทรงตัว วางใจได้ เสียแต่ว่าตัวเบรกแข็งและแป้นเบรกอยู่ค่อนข้างสูง ทำให้ต้องออกแรงในการเหยียบแป้นเบรกมากไป

สรุปโดยรวมแล้ว ในเรื่องราคาของซาก้าน่าสนใจเสียแต่หน้าตาจืดไปหน่อย ถ้ามีการปรับโฉมโดยใส่ชุดแต่งเพิ่มให้ดุดันกว่านี้ เชื่อว่าน่าจะโดนใจคนวัยเริ่มทำงานขึ้นอีกเยอะ.



ข้อมูลทางเทคนิค โปรตอน ซาก้า มีเดียมไลท์ เกียร์อัตโนมัติ

มิติ (ยาว/กว้าง/สูง) 4,257/1,680/1,502 มม.

เครื่องยนต์ 4 สูบแถวเรียง 16 วาล์ว

ความจุกระบอกสูบ 1,332 ซีซี

กำลังสูงสุด 94 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที

แรงบิดสูงสุด 120 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบ/นาที

เกียร์ อัตโนมัติ 4 จังหวะ

ราคา 464,000 บาท

...........................

สมฤกษ์ รื่นสัมฤทธิ์
ที่มา เดลินิวส์

มินิ คันทรีแมน ปราดเปรียว ขับสนุก

มินิ คันทรีแมน ได้เข้ามาสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับแฟน ๆ มินิในเมืองไทย ด้วยแนวคิดรถยนต์นั่งอเนกประสงค์แบบครอสโอเวอร์ มีห้องโดยสารกว้างขวางสำหรับผู้ใหญ่ 4 คนนั่งได้อย่างสบาย อีกทั้งยังผสมผสานกับอารมณ์การขับที่สนุกสนานและปราดเปรียวว่องไวในสไตล์รถโกคาร์ท การออกแบบภายในของคันทรีแมนยังมีรูปแบบที่แปลกใหม่สะดุดตา นอกจากจะมีความโดดเด่นแล้วยังมีประโยชน์ใช้สอยลงตัว เช่น นวัตกรรมใหม่สำหรับการจัดเก็บสิ่งของภายในห้องโดยสารได้อย่างชาญฉลาด และในรุ่นมินิ คูเปอร์ เอส ออล 4 คันทรีแมน ยังได้ติดตั้งระบบมินิ คอนเนคเต็ด ซึ่งจะเป็นครั้งแรกในเมืองไทยที่รถยนต์สามารถเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตได้

อีกทั้งรถรุ่นนี้ยังมุ่งเน้นการขับขี่ในเมืองอย่างปราดเปรียว เปี่ยมด้วยสไตล์และรสนิยมที่โดดเด่นและตอบสนองประโยชน์ใช้สอยด้วยคอนเซปต์ตัวถังแบบ 4 ประตู 4 ที่นั่ง พร้อมด้วยฝาท้ายขนาดใหญ่ที่เปิดได้กว้าง ห้องโดยสารที่สามารถปรับให้แปรเปลี่ยนได้หลายรูปแบบ เพื่อรองรับความต้องการใช้งานที่แตกต่างกัน

คันทรีแมนมีให้เลือก 2 รุ่นคือ มินิ คูเปอร์ เอส ออล 4 คันทรีแมน เครื่องยนต์เบนซิน 1.6 ลิตร สามารถผลิตกำลังสูงสุดถึง 184 แรงม้าที่ 5,500 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 240 นิวตัน-เมตร ที่ 1,600-5,000 รอบ/นาที และสามารถเพิ่มเป็น 260 นิวตัน-เมตร ในขณะเร่งแซงด้วยฟังก์ชั่นโอเวอร์บูสต์ ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด และอีกรุ่นคือ มินิ คูเปอร์ คันทรีแมน เครื่องยนต์ 4 สูบ 1.6 ลิตร พร้อมเทคโนโลยีวาล์วแปรผันอัจฉริยะ สามารถผลิตกำลังสูงสุดได้ 122 แรงม้าที่ 6,000 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 160 นิวตัน-เมตรที่ 4,250 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด สนนราคาอยู่ที่ 3,290,000 และ 2,790,000 บาท.

เนตรนภางค์ บุญนายืน
ที่มา เดลินิวส์

26 มกราคม 2554

Kia KV7 อเนกประสงค์ทรงปีกนกยานยนต์แห่งอนาคต

Kia KV7 อเนกประสงค์ทรงปีกนกยานยนต์แห่งอนาคต เกีย มอเตอร์ เป็นผู้นำเทรนด์ในด้านการออกแบบอีกครั้ง ด้วยฝีมือของการสร้างสรรค์จากหน่วยงานออกแบบในสหรัฐอเมริกา จับเอาความสปอร์ตมาบวกกับความอเนกประสงค์บนตัวถังทรงเหลี่ยมเหมือนกล่อง และจัดแสดงผ่านทางต้นแบบที่ชื่อว่า KV7

KV7 เป็นการนำเสนอไอเดียของการผสมผสานความอเนกประสงค์ของรูปแบบตัวถังทรงเอ็มพีวีให้เข้ากับความสปอร์ต โดยมีการสร้างสรรค์ประตูบานหลังให้ถูกเปิดขึ้นในลักษณะของปีกนกภายใต้แนวคิดที่เรียกว่า Activity MPV และเป็นผลงานของศูนย์ออกแบบที่มลรัฐแคลิฟอร์เนีย
ตรงนี้ถือเป็นความท้าทายในด้านการแตกไอเดียเพื่อนำเสนอรูปแบบใหม่ของยานยนต์สันทนาการที่สามารถตอบรับความต้องการในด้านความอเนกประสงค์ และในขณะเดียวกันก็จะต้องมีความโดดเด่น และสวยสะดุดตาด้วยเช่นกัน และยิ่งท้าทายความสามารถของเกียเพิ่มขึ้นอีก เมื่อทางทอม เคิร์นส์ หัวหน้าทีมออกแบบของเกีย มอเตอร์ อเมริกา เลือกใช้ตัวถังที่เป็นทรงเหลี่ยมเป็นแกนหลักในการต่อยอดการพัฒนา

‘เหมือนกับที่เราเคยประสบความสำเร็จกับการออกแบบของโซล ทำไมเราจะต้องเมินตัวถังในลักษณะนี้ด้วยล่ะ การสร้างสรรค์และเติมความสปอร์ตให้กับตัวถังที่เป็นทรงเหลี่ยมถือเป็นงานที่ท้าทายความสามารถของนักออกแบบ และ KV7 คือ บทสรุปของการสร้างสรรค์ภายใต้แนวคิดของการผสมผสานจุดเด่น 2 อย่าง คือ ความอเนกประสงค์ และความสปอร์ตเข้าไว้ด้วยกัน’ เคิร์นส์กล่าว
KV7 มาในสไตล์เอ็มพีวีแบบ 5 ประตู แต่เด่นตรงที่ประตูบานท้ายถูกเปิดขึ้นในแบบปีกนกเหมือนกับรถสปอร์ตอย่าง SLS AMG ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ซึ่งตรงนี้นอกจากจะช่วยเพิ่มความสวยและเร้าใจให้กับตัวรถแล้ว ยังเอื้อประโยชน์ในแง่ที่ว่าเป็นการเพิ่มความสะดวกในการเข้าและออกจากห้องโดยสารของผู้โดยสารไม่ว่าจะเป็นเบาะนั่งด้านหน้า หรือแถวที่ 2 อีกด้วย เพราะว่าตัวรถไม่มีเสากลาง หรือ B-Pillar มาคั่นกลางให้เกะกะ
ขณะที่รูปลักษณ์ภายนอกเน้นความสวยและโดดเด่นด้วยไฟหน้าแบบใหม่ซึ่งมาพร้อมกับหลอดแบบ LED ซึ่งเกียเผยว่ากำลังปรับปรุงและพัฒนาระบบไฟหน้าซึ่งใช้หลอด LED เพื่อนำมาติดตั้งให้กับรถยนต์ในสายการผลิตรุ่นใหม่ๆ
ส่วนห้องโดยสารเน้นความปลอดโปร่ง และโล่งสบาย เพราะเบาะนั่งมีเพียง 2 แถวเท่านั้น และสามารถปรับรูปแบบการจัดวางของเบาะนั่งได้ตามความต้องกรและเพียบพร้อมด้วยพื้นที่ใช้สอย ขณะที่การเลือกโทนสีเพื่อใช้การตกแต่งก็เน้นสีอ่อน เพื่อความสบายตาและปลอดโปร่ง
เรื่องรายละเอียดอย่างเครื่องยนต์ดูเหมือนจะเป็นประเด็นรองๆ ที่ไม่ได้มีอะไรน่าสนใจมากเท่ากับรูปลักษณ์ภายนอก เพราะเครื่องยนต์ที่วางอยู่ด้านหน้าเป็นบล็อก 4 สูบในรหัส Theta II ขนาด 2,000 ซีซี พ่วงด้วยเทอร์โบ ทำให้มีกำลังสูงสุด 285 แรงม้า และจับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ เรียกว่ากินน้ำมันเหมือน 4 สูบ แต่สมรรถนะเร้าใจเทียบเท่ากับเครื่องยนต์วี6

ในแง่ของโอกาสที่จะกลายเป็นจริงในอนาคต ทางเกียยังไม่ได้แย้มข้อมูลอะไรออกมาในตอนนี้ ถ้าจะขายจริง คงต้องมีการปรับอีกเยอะ โดยเฉพาะประตูแบบปีกนก และรูปแบบภายในห้องโดยสาร
ที่มาโดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

25 มกราคม 2554

5 วิธียืดอายุแอร์รถยนต์ให้ใช้ได้นานๆ

นอกจากผู้ใช้รถจะต้องมีการบำรุงรักษารถยนต์ด้วยตัวเอง และนำรถเข้าอู่หรือศูนย์บริการ เพื่อบำรุงรักษาตามระยะแล้ว ผู้ใช้รถควรจะต้องใช้รถอย่างถูกวิธี มิฉะนั้นรถยนต์อาจชำรุดเสียหายเร็วกว่าที่ควรจะเป็น หรืออาจเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้ ไม่ว่าจะเป็นส่วนต่างๆของรถยนต์ก็มีความสำคัญเท่าเทียมกันหมด ในครั้งนี้จะเป็นเรื่องเกียวกับวิธีถนอมและยืดอายุใช้งานแอร์รถยนต์แบบไม่ยุ่งยาก

1 วิธีการดูแลเบื้องต้น

รถยนต์สมัยใหม่แทบไม่ต้องวุ่นวายมาก เพียงดูจุดเล็ก ๆ สามารถยืดอายุการใช้งานได้ เช่น ไม่ปรับตำแหน่งของเทอร์โมสตรัทไปที่ Cool อยู่ตลอดเวลา จะช่วยถนอมคอมเพรสเซอร์ไม่ให้ทำงานหนักตลอดเวลา หรือไม่เปิดกระจกเมื่อเปิดแอร์ เพราะคอมเพรสเซอร์ทำงานหนัก ต่อมาอาจใช้วิธีปิดการทำงานของคอมแอร์ แต่ยังเปิดพัดลมอยู่ ก่อนที่จะจอดรถ อย่างน้อยประมาณ 5 นาที ช่วยยืดอายุการใช้งานของอีแวปพอเรเตอร์ได้ โดยเฉพาะเวลากลางคืน

2 เราจะต้องล้างตู้แอร์เมื่อไหร่

ถามมาว่าใช้ใช้เกณฑ์อะไรเป็นตัวตัดสิน ถึงจะล้างทำความสะอาดตู้แอร์สักครั้ง จะใช้เงื่อนไขของเวลา หรือระยะทางดี เพราะรถยนต์แต่ละคันมันก็ผ่านการใช้งานต่างกัน รถยนต์บางคันใช้งานมาแค่ปีเดียว แต่ก็ต้องวิ่งเป็นระยะทางกว่า 100,000 กม. ขณะบางคันอาจใช้งานแค่ 10,000 กม. ก็มีให้เห็นเช่นกัน ดังนั้นอาจบอกไม่ได้เฉพาะเจาะจงสำหรับรถยนต์แต่ละคัน ทางผู้ผลิตจึงแนะนำโดยใช้วิธีการเฉลี่ย โดยทำการล้างตู้แอร์ประมาณทุก ๆ 1 ปี หรือราว ๆ 20,000 กม. ก็ได้เหมือนกัน นอกจากการล้างตู้แอร์แล้ว ทางผู้ผลิตยังแนะนำให้บริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันคอมเพรสเซอร์ด้วยพร้อมกันเลย แน่นอนแบบนี้จะต้องปล่อยสารทำความเย็นเก่าออกให้หมดก่อน และถึงจะสามารถถ่ายน้ำมันคอมเพรสเซอร์ได้

3 วาล์วแอร์จะเปลี่ยนตอนไหนถึงจะเหมาะ

ไม่มีอะไรที่บอกได้แบบเฉพาะเจาะจงว่าต้องเปลี่ยนชิ้นส่วนเมื่อไหร่ เพราะอุปกรณ์ที่สำคัญอย่างเอ็กซ์แพนชั่นวาล์วผู้ผลิตแนะนำเอาไว้ที่ระยะทางประมาณ 50,000 กม. หรือเป็นเวลาประมาณ 2 ปีเศษโดยเฉพาะเอ็กซ์แพนชั่นวาล์ว หากมีปัญหาระบบปรับอากาศรถยนต์จะมีปัญหามาก บางทีการฉีดสารทำความเย็นอาจเกิดการผิดพลาดได้ นอกจากสาเหตุสำคัญที่มันมักจะเสียหาย เช่น การอุดตัน บางครั้งการล้าตัวของสปริงภายในตัววาล์ว หลังผ่านการใช้งาน หรือชิ้นส่วนไม่ได้มาตรฐาน จะก่อให้เกิดปัญหาตามมา แนะนำให้เมื่อถึงเวลาสิ้นสุดอายุการใช้งาน แม้การทำงานยังปรกติ แต่ก็อาจจะก่อให้เกิดปัญหาได้ภายหลัง แนะนำให้เปลี่ยนใหม่ไปเลยครับ อย่าฝืนใช้ เพราะถ้าหากมันงอแงขึ้นมาก็ต้องเสียเวลาในการถอดเปลี่ยน

4 ดรายเออร์ต้องเปลี่ยนเมื่อไหร่

อุปกรณ์สำคัญอย่างรีซีฟเวอร์ดรายเออร์จะมีอายุการใช้งานที่สั้นที่สุดเมื่อเทียบกับอุปกรณ์ตัวอื่น ๆ ทางผู้ผลิตแนะนำให้เปลี่ยนทุก ๆ ระยะทางราว 30,000 กม. เนื่องจากอุปกรณ์ตัวนี้เมื่อเริ่มการใช้งานมันก็จะเสื่อมลงเรื่อย ๆ ตลอดเวลา เพราะเป็นอุปกรณ์ที่คอยกรองสิ่งสกปรกในระบบปรับอากาศ โดยกรองสิ่งสกปรกที่ปะปนมาพร้อมกับสารทำความเย็นในระบบ นอกจากนั้นมันยังมีสารดูดความชื้นภายในตัวรีซีฟเวอร์ดรายเออร์ สารดูดความชื้นมีทั้งแบบซิลิก้าเจล และโมบิลเจล ในระบบต่าง ๆ กัน โดยเจ้าสารดูดความชื้นนี้จะทำหน้าที่ดูดเอาความชื้นที่เกิดขึ้นในระบบ แล้วปะปนมากับสารทำความเย็นมาเก็บไว้ที่ตัวเอง ซึ่งสารดูดความชื้นมันก็มีวันที่จะถึงจุดอิ่มตัว

5 ล้างตู้แอร์วิธีไหนคุ้มค่าสุด ๆ

ตามหลักการถอดตู้แอร์ออกมาล้างย่อมสะอาดกว่า ส่วนการล้างแบบไม่ถอดนั้นจะสะดวกและประหยัดเวลากว่า หากกล่าวตามการใช้งานในชีวิตประจำวันมันขึ้นอยู่กับการดูแลของเจ้าของรถเองมากกว่าว่าคุณดูแลรถของคุณแล้วดูแลในส่วนของระบบปรับอากาศอย่างไร คือ ถ้าคุณดูแลรักษาตู้แอร์เป็นประจำล้างแอร์เป็นประจำอยู่แล้ว การล้างโดยไม่ถอดตู้ก็คงจะเพียงพอที่จะช่วยให้ตู้แอร์คุณมีอายุการใช้งานที่นานขึ้นได้ ให้ประสิทธิภาพการทำงานที่เต็มที่ได้ เพราะระยะเวลาทุก ๆ 20,000 กม. คราบสกปรกคงไม่มากนักที่การล้างแบบไม่ถอดจะทำความสะอาดได้อย่างหมดจด หากคุณไม่เคยดูแลมันเลยไม่เคยล้างเลย แล้วจู่ ๆ ตันขึ้นมาอย่างนี้ แน่นอนว่าคราบสิ่งสกปรกมันคงจะมีมาก ก็สมควรที่จะถอดมาล้างจะดีกว่า แล้วหากคิดว่าจะให้ความสำคัญกับมันหลังจากถอดมาล้างในครั้งนี้แล้ว ครั้งต่อ ๆ ไปก็ล้างแบบไม่ถอดก็ได้
ที่มาโดย ASTVผู้จัดการออนไลน์