20 พฤษภาคม 2553

Volkswagen Phaeton ขอสู้ต่ออีกสักยก

Volkswagen Phaeton ขอสู้ต่ออีกสักยก ที่ผ่านมานับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทขึ้นมาในปี 1937 ภาพลักษณ์ของโฟล์คสวาเกนถูกทำให้ยึดติดกับรถยนต์ธรรมดาสำหรับคนทั่วไป หรือ People’s Car ตามคำแปลจากชื่อบริษัทในภาษาเยอรมัน ที่ไม่เน้นอะไรหรูหรามากมายเหมือนกับเพื่อนร่วมชาติอย่างบีเอ็มดับเบิลยู และเมอร์เซเดส-เบนซ์ รวมถึงบริษัทในเครืออย่างออดี้ แต่ทว่ามีอยู่ช่วงหนึ่ง โฟล์คฯ เคยฝันและเคยพยายามที่จะอัพเกรดภาพลักษณ์ของตัวเองขึ้นมาจากรถยนต์ทั่วไปสู่ความเป็นแบรนด์รถยนต์ระดับหรูภายใต้ไอเดียของท่านผู้นำอย่างดร.เฟอร์ดินันด์ เพี๊ยค นำแนวคิดนี้มาใช้ในช่วงปี 2002 แต่ดูเหมือนว่าการพยายามอัพเกรดจะไร้ผล

บอรา ซึ่งเป็นการนำโฟล์คสวาเกน เวนโต้ หรือกอล์ฟ 4 ประตูมาเพิ่มความหรูหราเพื่อให้ลูกค้าเกิดความรู้สึกว่ามีระดับตลาดเทียบเท่ากับบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 3 และเมอร์เซเดส-เบนซ์ ซี-คลาสคว่ำไม่เป็นท่าจนกระทั่งต้องยอมแพ้ ขณะที่รถยนต์รุ่นใหญ่อย่างเฟตัน มีชื่อที่มาจากบุตรชายของเทพ Helios ตามตำนานเทพของกรีกก็ประสบปัญหาเดียวกัน ไม่สามารถเจาะเข้าครองใจนักบริหารที่ยึดมั่นกับบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 7 และเมอร์เซเดส-เบนซ์ เอส-คลาส

ในตอนแรกนึกว่าโฟล์คฯ จะยอมยกธงไปแล้ว แต่ปรากฎว่า ในงานปักกิ่ง มอเตอร์โชว์ 2010 เมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา แบรนด์ดังของเยอรมันยังขอสู้ต่อ และเปิดตัวเวอร์ชันใหม่ที่เป็นการปรับโฉมครั้งที่ 2 ออกมากระตุ้นตลาด และเชื่อว่าน่าจะเป็นการขอสู้ต่อครั้งสุดท้ายก่อนที่รถยนต์รุ่นนี้จะสิ้นสุดอายุตลาด

เฟตันเป็นรถยนต์ระดับหรูที่ถูกเปรียบเปรยว่าคือ ความทะเยอทะยานของโฟล์คฯ ตัวรถถูกพัฒนามาจากงานต้นแบบที่เปิดตัวในปี 2001 ด้วยชื่อ D1 ก่อนจะมีขายในปีต่อมา และเป็นผลผลิตที่โฟล์คฯ ส่งเจาะตลาดทั่วโลกทั้งในยุโรป, ตะวันออกกลาง หรือแม้แต่สหรัฐอเมริกา โดยมีเป้าหมายในการแข่งกับยานยนต์ที่เป็นสุดยอดความหรูของแบรนด์เยอรมนี

ก่อนที่จะเริ่มทำตลาด โฟล์คฯ ประกาศว่า โรงงานในเมืองเดรสเดนที่เป็นฐานการผลิตของเฟตันจะมีตัวเลขอยู่ที่ 20,000 คันต่อปี โฟล์คฯ สามารถทำได้มากกว่าที่พูด ด้วยตัวเลข 25,000 คัน แต่ทว่าต่อ 4 ปี หรือเฉลี่ยแล้วไลน์ผลิตที่เดรสเดนมีเฟตันหลุดออกมาเพียงปีละ 6,000 คันเท่านั้น หรือน้อยกว่าเป้าหมายที่วางเอาไว้ถึง 3 เท่าตัว แม้แต่ตลาดหลักอย่างเยอรมนีที่โฟล์คฯ คาดว่าเฟตันจะได้รับความนิยม ยอดขายจนถึงปี 2009 กลับมีอยู่แค่ 19,314 คันเท่านั้นเอง ขณะที่ตลาดสหรัฐอเมริกาก็ขายได้นิดหน่อย และเลิกนำเข้ามาทำตลาดในปี 2009 หลังจากที่ขายมาตั้งแต่ปี 2004

ตรงนี้ถูกมองว่าเป็นปัญหาเดียวกับที่เล็กซัสประสบในการชิงส่วนแบ่งตลาดหรูในญี่ปุ่นกับบีเอ็มดับเบิลยู และเมอร์เซเดส-เบนซ์ นั่นเป็นเพราะตัวลูกค้าเองไม่เกิดความรู้สึกถึงความหรูที่แท้จริง แม้ว่าในเชิงวิศวกรรมและความยอดเยี่ยมที่มีอยู่ในตัวรถ เล็กซัสจะทำได้ดีไม่แพ้ความหรูจากเยอรมนี

อย่างในกรณีของเล็กซัสนั้น คนญี่ปุ่นที่เป็นลูกค้าของบีเอ็มดับเบิลยูและเมอร์เซเดส-เบนซ์ยังมองว่าคือ รถยนต์โตโยต้าที่มีราคาแพงขึ้นเท่านั้นเอง (แม้ว่าเล็กซัสรุ่นใหม่ๆ จะไม่ได้เป็นการนำรถยนต์ของโตโยต้าที่เป็น JDM มารีแบรนด์แล้วก็ตาม) และแน่นนอนว่าการขับรถยนต์อิมพอร์ตย่อมให้ความรู้สึกที่ดีกว่าทั้งในมุมมองส่วนตัวและมุมมองที่ได้รับจากภายนอก

ส่วนในกรณีของโฟล์คฯ นั้นก็ไม่ต่างกัน เฟตันต้องเข้าไปเจาะลูกค้าที่เคยขับแต่บีเอ็มดับเบิลยู และเมอร์เซเดส-เบนซ์ซึ่งมีมุมมองต่อรถยนต์โฟล์คฯ ว่า เป็นรถยนต์ธรรมดาที่ไม่ได้หรูหราอะไร แน่นอนว่าในวงเงินที่ใกล้เคียงกัน พวกเขาย่อมเลือกและตัดสินใจรถยนต์ที่มีภาพลักษณ์ดีและได้รับการยอมรับจากสังคมมากกว่าอย่างไม่ต้องสงสัย…เท่ากับว่าความพยายามสร้างความหรูให้กับโฟล์คฯ ของเพี๊ยคก็เลยประสบความล้มเหลวตั้งแต่ยังไม่เริ่มขายเลย เพราะสิ่งที่พวกเขาต้องต่อสู้ไม่ใช่เรื่องของความยอดเยี่ยมที่จับต้องได้ แต่เป็นค่านิยมและความเชื่อของลูกค้าในกลุ่มนั้น

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าโฟล์คฯ จะยังไม่ยอมแพ้ เพราะหลังการปรับโฉมครั้งล่าสุดในปี 2009 พวกเขาก็ยังกระตุ้นตลาดอีกระลอกด้วยการปรับโฉมครั้งใหญ่อีกครั้งในปีนี้ พร้อมกับเริ่มเบนเข็มมารุกตลาดรถยนต์จีน ความเชื่อมั่นของลูกค้าที่นี่ต่อแบรนด์โฟล์คฯ มีมาก และรถยนต์หรูในมุมมองของคนที่นี่ คือ บูอิก ไม่ใช่เมอร์เซเดส-เบนซ์ หรือบีเอ็มดับเบิลยู ซึ่งความยึดมั่นของคนจีนในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2
เพราะบูอิคคือรถยนต์ที่ชนชั้นสูงของจีนสมัยนั้นใช้กัน และตรงนี้คือ อีกสาเหตุที่ทำให้จีเอ็มเลือกบูอิคเป็น Core Brand สำหรับใช้ทำตลาดต่อไป ทั้งที่ยอดขายในสหรัฐอเมริกาแทบจะกระอักเลือดแม้ว่าจะจ้างพี่เสือไทเกอร์ วู้ดส์มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ก็ตาม

ดังนั้น ตรงนี้ที่ว่างในการเจาะตลาดระดับส่วนบนเพื่อมองหาพื้นที่ให้โฟล์คฯ สามารถยืนอยู่ได้ ยังพอมีความเป็นไปได้

ไมเนอร์เชนจ์ครั้งนี้สามารถสร้างความแตกต่างในด้านรูปลักษณ์ได้อน่างชัดเจนด้วยการปรับปรุงรูปลักษณ์ด้านหน้าให้สอดคล้องกับแนวทางการออกแบบของรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ของโฟล์คฯ ซึ่งเรียกว่า DNA Design ผลงานของวอลเตอร์ เดอ ซิลวา นักออกแบบชาวอิตาลีที่เป็นหัวหน้าทีมออกแบบของโฟล์คฯ

ตัรถได้รับการพัฒนาบนพื้นตัวถังรหัส D1 ร่วมกับเพื่อนร่วมเครืออย่างเบนท์ลีย์ คอนติเนนตัล โดยทางเลือกของตัวถังยังเหมือนเดิมด้วย 2 ทางเลือก คือ รุ่นฐานล้อปกติ 2,881 มิลลิเมตรและตัวถังมีความยาว 5,060 มิลลิเมตร ตามด้วยรุ่นฐานล้อยาว 3,001 มิลลิเมตรและตัวถังมีความยาว 5,180 มิลลิเมตร พร้อมออพชั่นที่ลูกค้าสามารถเลือกได้ระหว่างรุ่นเบาะหลังปกติแบบ 3 ที่นั่ง หรือว่าแบบภูมิฐาน 2 ที่นั่งคั่นกลางด้วยคอนโซลกลาง

เครื่องยนต์มี 4 แบบแบ่งเป็นเบนซิน 3 รุ่น คือ วี6 3600 ซีซี. แบบ FSI หรือเบนซินไดเร็กต์อินเจ็กชัน 280 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 37.7 กก.-ม. ตามด้วยวี8 4200 ซีซี. 331 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 43.8 กก.-ม. และรุ่นท็อป W12 6000 ซีซี. 450 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 57.0 กก.-ม. ส่วนเทอร์โบดีเซลมีแบบเดียว วี6 3000 ซีซี. 240 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 50.9 กก.-ม. โดยทุกรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อตลอดเวลาแบบ 4MOTION

หวังว่าหลังปรับโฉมแล้ว น่าจะทำให้สถานการณ์ของโฟล์คฯ กับตลาดรถยนต์ระดับหรูดีขึ้นไม่มากก็น้อย แต่จะดีถึงขั้นส่งผลต่อเนื่องไปยังการผลิตเจนเนอเรชันที่ 2 ออกมาทำตลาดในอนาคตหรือไม่นั้น อันนี้คงยากเกินความคาดหมาย
ที่มา http://www.manager.co.th/mgrweekly/viewnews.aspx?newsID=9530000066674

Ford เปิดอัตราซดน้ำมัน Fiesta ขับนอกเมืองประหยัดกว่า Jazz และ Yaris ถึง 5 ไมล์/แกลลอน


Ford เปิดอัตราซดน้ำมัน Fiesta ขับนอกเมืองประหยัดกว่า Jazz และ Yaris ถึง 5 ไมล์/แกลลอน
Environmental Protection Agency หรือ EPA หน่วยงานที่รับผิดชอบในด้านการป้องกันผลกระทบกับสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อมของสหรัฐอเมริกาที่บริษัทผู้ผลิตอ้างอิงผลการทดสอบรถยนต์ในเรื่องอัตราการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงและอัตราการปล่อยมลพิษสู่อากาศ โดย Ford ได้เปิดเผยตัวเลขอัตราการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงของ Ford Fiesta ที่ใช้ระบบเกียร์อัตโนมัติ PowerShift 6 จังหวะ แบบใหม่ของ Ford ซึ่งได้ผลดังนี้

อัตราการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงในการขับนอกเมืองอยู่ที่ 40 ไมล์/แกลลอน ส่วนการขับในเมืองอยู่ที่ 29 ไมล์/แกลลอน ในขณะที่รุ่นเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ มีอัตราการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับการขับนอกเมืองอยู่ที่ 37 ไมล์/แกลลอน และ 29 ไมล์ สำหรับการขับในเมือง

ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับรถในระดับเดียวกันอย่าง Hinda Fit หรือ Jazz และ Toyota Yaris จะพบว่า Fiesta ประหยัดน้ำมันได้ดีกว่าถึง 5 ไมล์/แกลลอน
Ford Fiesta ทั้งรุ่นเกียร์ธรรมดาและอัตโนมัติมีขุมพลังเป็นเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ Duratec Ti-VCT 1.6 ลิตร Naturally-Aspirated(NA) ที่ให้กำลัง 120 แรงม้า
สำหรับตลาดอเมริกา Ford จะเริ่มจำหน่าย Fiesta ทั้งเวอร์ชั่นซีดาน 4 ประตูและแฮทช์แบ็ค 5 ประตูในอีกไม่กี่สัปดาห์นับจากนี้ในราคาเริ่มต้น 13,995 เหรียญสหรัฐสำหรับเวอร์ชั่นซีดานรุ่นเล็กสุด ส่วนราคาของเวอร์ชั่นแฮทช์แบ็คยังไม่มีการเปิดเผย สำหรับการเริ่มขายในเมืองไทยก็คงจะเริ่มในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ครับ

ที่มา: Ford,www.autospinn.com

New Nissan เปิดราคา Leaf รถไฟฟ้ามาหานะเธอ เจอกันปลายปีที่ยุโรป ในราคาน่าลุ้นกว่าใคร


New Nissan เปิดราคา Leaf รถไฟฟ้ามาหานะเธอ เจอกันปลายปีที่ยุโรป ในราคาน่าลุ้นกว่าใคร
Nissan Leaf ได้รับความสนใจอย่างมากไม่เพียงแต่ในฐานะรถไฟฟ้ารูปทรงน่าดึงดูดใจเท่านั้น แต่หลายฝ่ายคาดว่าเป็นรถไฟฟ้าคู่แข่งตัวฉกาจของ Chevrolet Volt หรือในบางตลาดใช้ชื่อยี่ห้อและรุ่นว่า Opel หรือ Vauxhall Ampera โดย Nissan เริ่มขยับตัวก่อนด้วยการประกาศเปิดราคาขายในยุโรปแล้ว และจะเริ่มจำหน่ายก่อนสิ้นปีนี้ในยุโรปบางประเทศ ตามด้วยสหราชอาณาจักรและไอร์แลนด์ในต้นปีหน้า

ในเนเธอร์แลนด์ Nissan เปิดขาย Leaf ที่ 32,839 ยูโรซึ่งเป็นราคาที่รวมภาษีขายแล้ว โดยได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียม และภาษีการใช้ถนนสำหรับรถที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐานของรัฐบาล ส่วนในโปรตุเกสและไอร์แลนด์ราคารวมอยู่ที่ 29,955 ยูโร ซึ่งเป็นราคาที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลของแต่ละประเทศจำนวน 5,000 ยูโร โดยไม่มีภาษีค่าใช้ถนนเพื่อเป็นการสนับสนุนการใช้รถที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเช่นกัน

ส่วนในสหราชอาณาจักร ราคาขายตั้งไว้ที่ 23,350 ปอนด์(เป็นปอนด์นะครับ) ซึ่งในช่วงนี้ค่าเงินปอนด์ค่อนข้างจะอ่อนเมื่อเทียบกับเงินยูโรทำให้ไม่แพงอย่างที่คิด โดยหลายฝ่ายคาดว่าคู่แข่งอย่าง Opel/Vauzhall Ampera จะเปิดขายที่ 28,000 ปอนด์ซึ่งถือว่าราคาสูงกว่ามาก

Nissan อ้างว่าบริษัทฯเป็นผู้ผลิตรถรายแรกที่สามารถผลิตรถไร้มลพิษในราคาที่ทุกคนสามารถจ่ายได้ ซึ่ง Leaf เป็นรถไฟฟ้าทั้งคัน ไร้มลพิษ และค่าใช้จ่ายในการเดินทางต่ำ ในขณะที่มีอัตราเร่งที่ดี มีความนุ่มนวลในการขับ และง่ายต่อการควบคุมที่จะทำให้ทุกคนประทับใจ

การที่ Nissan เลือกตลาดเปิดตัว Leaf เป็นเนเธอร์แลนด์ โปรตุเกส ไอร์แลนด์ และสหราชอาณาจักร ก็เนื่องมาจากว่ารัฐบาลประเทศเหล่านี้มีกฏหมายลดภาษีสำหรับผู้ซื้อรถไร้มลพิษหรือมีมลพิษต่ำ โดย Leaf จะเริ่มบุกตลาดอื่นๆในยุโรปก่อนสิ้นปี 2011 ครับ
ที่มา: Nissan,www.autospinn.com

18 พฤษภาคม 2553

A1แรง!ออดี้รับยอดจองทะลุเป้า

A1แรง!ออดี้รับยอดจองทะลุเป้า กลายเป็นรถยนต์ไซส์เล็กที่แรงเกินตัวสำหรับออดี้ A1 เมื่อทางค่าย 4 ห่วงเผยว่า ยอดจองของซับคอมแพ็กต์ระดับหรูรุ่นนี้ทำตัวเลขเกินหลัก 50,000 คัน ซึ่งเป็นยอดการผลิตที่วางเอาไว้สำหรับปีนี้ ทั้งที่เพิ่งเปิดตัว งานเจนีวา มอเตอร์โชว์ 2010 เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมานี้เอง
‘ตอนนี้ตัวเลขยอดจองมีมากเกินจากเป้าการผลิตของเรา ปีนี้แล้ว’ ปีเตอร์ ชวาร์เซนเบาเออร์ ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาดของออดี้ เอจีกล่าว

A1 เป็นรถยนต์รุ่นเล็กสุดของออดี้ที่ถูกพัฒนามาจากรถยนต์ต้นแบบซึ่งเปิดตัว งานโตเกียว มอเตอร์โชว์ 2007 โดยตัวรถถูกวางเป้าหมายในการจับกลุ่มลูกค้าวัยหนุ่มสาวโดยเน้นไปที่กลุ่มผู้หญิง และมีการจ้างนักร้องชื่อดังอย่างจัสติน ทิมเบอร์เลคมาเป็นแบรนด์ แอมบาสเดอร์ให้กับบริษัท และทำงานครั้งแรกกับการลงเล่นในซีรีส์สำหรับโปรโมท A1 เลย

ส่วนยอดจองทั้งหมดของตัวรถน่าแปลกใจเหมือนกันที่ 90% ของคนที่ควักเงินจองนั้นเป็นลูกค้าใหม่ที่ไม่เคยครอบครองรถยนต์ของออดี้มาก่อน ซึ่งประเด็นนี้อาจจะมาจากราคาของ A1 ที่เริ่มต้นไม่แพงเมื่อเปรียบเทียบกับแบรนด์ โดยสตาร์ทที่ 15,800 ยูโรในเยอรมนี หรือ 726,000 บาทเท่านั้นเอง

A1 ถูกพัฒนาบนพื้นตัวถัง PQ25 ของเครือโฟล์คสวาเกนร่วมกับเซียท อิบิซ่า, โฟล์คสวาเกน โปโล ซึ่งในตอนแรกมีข่าวว่า A1 จะเข้ามาทำตลาดแทนที่รุ่น A2 ที่ออดี้เลิกขายไปในปี 2006 แต่สุดท้ายแล้วไม่เกี่ยวกัน เพราะออดี้เองก็มีแผนปัดฝุ่นนำชื่อ A2 กลับมาใช้อีกครั้งในปี 2012

ตัวรถเป็นแบบแฮทช์แบ็ก 3 ประตูที่มีความยาว 3.91 เมตร และระยะฐานล้อ 2.46 เมตร มีเครื่องยนต์ให้เลือก 3 แบบคือ เบนซินเทอร์โบไดเร็กต์อินเจ็กชัน หรือ TFSI แบบ 4 สูบ 1,200 ซีซี 87 แรงม้า และ 1,400 ซีซี 122 แรงม้า ปิดท้ายกับเทอร์โบดีเซล 1,600 ซีซี 105 แรงม้า

สำหรับคู่ปรับของ A1 มีทั้งเมอร์เซเดส-เบนซ์ เอ-คลาส ส่วนบีเอ็มดับเบิลยูก็จะอยู่ในระดับเดียวกับมินิ โดยที่มีอัลฟา Mi.To เป็นคู่ปรับอีกราย โดยทางออดี้ตั้งเป้าการส่งมอบให้กับลูกค้าในปีหน้าเป็นจำนวน 80,000 คัน ก่อนที่จะเพิ่มเป็น 100,000 คันในปีต่อไป โดยฐานการผลิตของตัวรถอยู่ที่โรงงานในเมืองบรัสเซลล์ ประเทศเบลเยี่ยม

ที่มาโดย ASTVผู้จัดการออนไลน์