14 กุมภาพันธ์ 2554

อุ่นเครื่อง“มาสด้า3 ใหม่”-ลองขับแบบ“แอบ แอบ”

อุ่นเครื่อง“มาสด้า3 ใหม่”-ลองขับแบบ“แอบ แอบ” ช่วงกลางเดือนหน้า(มีนาคม) บริษัท มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย เตรียมเปิดตัว “มาสด้า 3 โฉมใหม่” หรือรุ่นโมเดลเชนจ์อย่างเป็นทางการ ซึ่งใครนั่งนับวันรอ พ.ศ.ที่คิดถึง ก็เตรียมเงินและหัวใจให้พร้อม เพราะคาดว่าคราวนี้จะไม่ต้องรอการส่งมอบนานถึง 5-6 เดือน เหมือนเคยสร้างปรากฏการณ์เอาไว้

สำหรับ “มาสด้า 3” เจเนอเรชันที่หนึ่ง ซึ่งเตรียมปลดระวางจากตลาดไทย ถือว่าสร้างชื่อและภาพลักษณ์ให้แบรนด์มาสด้ามากพอสมควร ที่สำคัญยังถือเป็นผู้บุกเบิก และชี้ช่องให้ธุรกิจมาสด้าในไทย กลับมาอยู่ในเส้นทางที่ควรจะเป็นอีกครั้ง
ในส่วนยอดขาย “มาสด้า 3”นับตั้งแต่เปิดตัวในไทยปลายปี 2547 จนถึงปัจจุบันมีร่วม 30,000 คัน ขณะที่ยอดผลิตรวมทั่วโลกก็ทะลุ 2,900,000 คันไปเรียบร้อย

นั่นเป็นความสำเร็จที่กำลังจะเป็นอดีต(อันน่าจดจำ) ซึ่งมาสด้าก็ยอมรับว่า เมื่อของเก่าทำไว้ดี จนได้การตอบรับจากลูกค้าทั่วโลก ดังนั้นการพัฒนาโฉมใหม่ หรือเจเนอเรชันที่สองของมาสด้า3 จึงถือเป็นการบ้านอันหนักหน่วง

...แล้วอะไรที่ปรับปรุงไปบ้าง รวมถึงแนวคิดในการพัฒนา “มาสด้า3 โฉมใหม่” เป็นอย่างไร?...คำถามนี้ บริษัท มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย ตอบด้วยการจัดงาน Next Generation Mazda3 Prototype & Test Drive ให้สื่อมวลชนหายสงสัย ไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตามงานดังกล่าว เป็นการแง้มข้อมูลส่วนหนึ่ง โดยเน้นไปที่ วิศวกรรมตัวถัง รวมถึงแนวคิดการออกแบบ ภายนอก-ภายใน ขณะเดียวกันก็ให้นักข่าวได้ลองขับ “มาสด้า3 โฉมใหม่” แบบพอหอมปากหอมคอเท่านั้น

“เราจะนำสิ่งที่ประสบความสำเร็จในมาสด้า3 เจเนอเรชันแรก มาศึกษาแล้วเก็บเอาไว้พร้อมจะพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นในรุ่นใหม่ เพื่อตอบสนองความต้องการให้มากกว่าความคาดหวังของลูกค้า” ฮิเดยูกิ ไซโตะ ผู้จัดการด้านประชาสัมพันธ์ภูมิภาคอาเซียนของมาสด้า กล่าวและว่า

มาสด้า 3 เจเนอเรชันที่ 2 ถูกทดสอบสมรรถนะในหลายประเทศทั่วโลก ด้วยภูมิประเทศและสภาพอากาศที่ต่างกันไป หรือรวมระยะทางกว่า 1.2 ล้านกิโลเมตร จึงทำให้มาสด้า 3ใหม่ เป็นรถที่ใช้ระยะทางทดสอบมากที่สุด ในบรรดารถยนต์ทุกรุ่นของมาสด้า

ฮิเดยูกิ ไซโตะ แจกแจงการพัฒนา “มาสด้า3 ใหม่” เป็น 3 ประเด็นหลักคือ 1. การออกแบบ 2.สมรรถนะ และ3.ความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
เริ่มจากประเด็นแรก...ซึ่งมาสด้า ยึดต้นแบบรุ่น “รียูกะ” (Ryuga) เป็นหลักในการออกแบบ ด้วยรูปทรงอันเป็นเอกลักษณ์ เน้นเส้นสายทรงพลัง แสดงอารมณ์แม้รถจะจอดอยู่นิ่งๆ และที่สำคัญเมื่อเห็นต้องรู้ทันทีว่าเป็นรถ(ตระกูล)มาสด้า

“ตัวถังมาสด้า3 ใหม่ ดูใหญ่ขึ้นจาก มิติ รวมถึงซุ้มโป่งล้อ ซึ่งผสานการออกแบบพื้นผิว เส้นสาย ความโค้งมน ตั้งแต่เสา A ถึงเสา C พิลลาร์ ขณะเดียวกันด้วยรูปลักษณ์ที่โดดเด่นสไตล์สปอร์ต ยังแฝงฟังก์ชันการใช้งานต่างๆได้อย่างลงตัว”

ภายในของมาสด้า 3 ใหม่ ยังยึดการออกแบบ Center Focus Design ให้ผู้ขับขี่เป็นศูนย์กลางของการใช้งาน ด้านคอนโซลหน้าออกแบบอย่างพิถีพิถันลดรอยต่อของชิ้นส่วน และเลือกใช้วัสดุคุณภาพสูง พร้อมระบบไฟส่องสว่างภายในห้องโดยสาร ช่วยเพิ่มความหรูหรา และสร้างบรรยากาศในการขับขี่ได้เป็นอย่างดี
ประเด็นต่อมาคือเรื่องสมรรถนะ ที่มาสด้าขอเว้นรายละเอียดเครื่องยนต์ ระบบส่งกำลัง หรือระบบขับเคลื่อนต่างๆเอาไว้ แต่ก็ยืนยันว่า มาสด้า 3 ใหม่ ยังยึดการขับสนุกสไตล์ “ซูม ซูม” ไว้อย่างเหนียวแน่น

“การขับสนุก ไม่ได้หมายถึง แรงม้ามากที่สุด หรือ แรงบิดมากที่สุด แต่หมายถึงการควบคุมรถได้ดั่งใจ หรือ คนกับรถ ต้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน”

ฮิเดยูกิ ไซโตะ บอกว่า การเพิ่มสมรรถนะการขับขี่ของ มาสด้า 3 ใหม่ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการพัฒนาระบบช่วงล่าง และคุณสมบัติของโครงสร้างตัวถัง โดยเฉพาะช่วงล่างหน้าได้เพิ่มขนาดของเหล็กซับ-เฟรม ให้มีขนาดใหญ่ขึ้น พร้อมเพิ่มจุดยึดของแร็คพวงมาลัย กับซับ-เฟรม จาก 2 เป็น 3 จุด รวมถึงเพิ่มระยะ Pitch ของจุดยึดเหล็กกันโคลงหน้าจาก 535 มิลลิเมตร เป็น 587 มิลลิเมตร

ด้านระบบกันสะเทือนหลัง ได้เพิ่มขนาดหน้าตัดของชุดคานเหล็กด้านหลังจาก 2.0 มิลลิเมตร เป็น 2.3 มิลลิเมตร และเพิ่มะยะ Pitch ของจุดยึดเหล็กกันโคลงหลังจาก 546 มิลลิเมตร เป็น 564 มิลลิเมตร
ส่วนงานวิศวกรรมตัวถัง ได้เพิ่มคุณสมบัติความแข็งแกร่งและความมีเสถียรภาพมากขึ้น โดยพัฒนาการเชื่อมชิ้นส่วนตัวถังในหลายๆจุด ทั้งโครงสร้างหลัก และระบบกันสะเทือน ส่งผลให้ลดการเสียรูปและลดการโคลงของตัวถัง

ทั้งนี้ในรุ่นซีดาน 4 ประตู ด้านหลังจะเสริมด้วยคานเหล็กขวาง เชื่อมระหว่างเบ้ายึดโช้กอัพ ซ้าย-ขวา ขณะที่รุ่นแฮทซ์แบ็ก 5 ประตู จะเชื่อมคานเหล็กขวางระหว่างซุ้มล้อหลัง ด้านซ้าย-ขวา และคานด้านบนเข้ากับเบ้าโช้กอัพด้านหลัง ซึ่งประโยชน์ที่ได้รับคือ จะช่วยลดการบิดตัวเมื่อได้รับแรงกระแทกจากด้านหลัง รวมถึงช่วยรักษาสมดุลให้รถเกาะถนนดีขึ้น

สำหรับภายในออกแบบคอกพิตใหม่ทั้งหมด พร้อมเลือกวัสดุประกอบชั้นดีและพยายามใช้เป็นชิ้นใหญ่ชิ้นเดียวไร้รอยต่อ ด้านเบาะคู่หน้าเพิ่มความยาวของเบาะรองนั่งอีก 20 มิลลิเมตร พนักพิงหลังสูงขึ้น 35 มิลลิเมตร ทั้งยังออกแบบโครงให้โอบกระชับสรีระด้านข้าง นอกจากนี้ยังเน้นความเงียบในห้องโดยสาร ซึ่งมาสด้าสามารถลดเสียงรบกวนลงไปได้เยอะเมื่อเทียบกับรุ่นเก่า

ปิดท้ายด้วยประเด็นเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ที่มาสด้าต้องการลดอัตราสิ้นเปลืองน้ำมัน และคายไอเสียต่ำ โดย“ฮิเดยูกิ ไซโตะ” เปิดเผยถึงเทคโนโลยี “ซิงเกิลนาโน คัททัลลิส” เอกสิทธิ์เฉพาะของมาสด้า ที่ถูกนำมาใช้ในมาสด้า 3 ใหม่

หลักการทำงานของเทคโนโลยีดังกล่าว คือการพัฒนาโครงสร้างของวัสดุเร่งปฎิกิริยา หรือคัททัลลิส ด้วยการใช้เทคโนโลยีซิงเกิลนาโน ที่สามารถควบคุมโมเลกุลขนาดเล็กกว่าโมเลกุลทั่วไป จึงสามารถลดปริมาณโลหะธรรมชาติราคาสูง ที่ใช้ในชุดกรองไอเสีย หรือ แคททาเลติก คอนเวอร์เตอร์ ลงได้ได้ถึง 70%

นอกจากนี้การออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์อันยอดเยี่ยม ส่งผลให้ค่าสัมประสิทธิแรงเสียดทาน (Cd) ลดลง0.28 ในรุ่นซีดาน และ 0.30 ในรุ่นแฮทซ์แบ็ก ตลอดจนลดน้ำหนักตัวถัง ด้วยการใช้เหล็กคุณภาพสูง ซึ่งมีคุณสมบัติแข็งแกร่งแต่น้ำหนักเบา
สุดท้าย “มาสด้า 3 ใหม่” จึงลดน้ำหนักลงไปได้ 15 กิโลกรัม แต่สามารถเพิ่มความแข็งแรงของตัวถังได้ 23% เมื่อเทียบกับรุ่นเก่า

...ทั้งหมดเป็นข้อมูลการพัฒนา “มาสด้า 3 โฉมใหม่” ที่พอจะเปิดเผยได้ในตอนนี้ ซึ่งตัวเลขต่างๆที่ “ฮิเดยูกิ ไซโตะ” นำมากล่าวอ้างนั้น มาจากพื้นฐานเวอร์ชันที่ทำตลาดในยุโรป แต่กระนั้นก็ยืนยันว่าสเปกที่ทำตลาดในไทย จะใช้มาตรฐานวิศวกรรมเดียวกันแน่นอน

ชิมลางกับข้อมูลกันไปก่อน ส่วนราคาและออปชันสุดท้ายจะเป็นอย่างไร กลางเดือนมีนาคมนี้รู้กัน!
ที่มาโดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

โซนาต้า สปอร์ต ถึงไทยรอฤกษ์ต้นมีนาคม โชว์คันจริง

ตามที่บริษัท ฮุนได มอเตอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด ได้แจ้งข่าวเกี่ยวกับรถยนต์รุ่นใหม่ที่เตรียมทำตลาดในเมืองไทยเมื่อต้นปีที่ผ่านมานั้น ความคืบหน้าล่าสุดฮุนไดบริษัทแม่ได้ส่งรถยนต์ฮุนได โซนาต้า สปอร์ต รุ่นใหม่ล่าสุด ส่งตรงมาจากประเทศเกาหลีถึงเมืองไทยแล้วเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา
ขณะนี้รถรุ่นดังกล่าวเตรียมออกมาทดสอบกับสภาพถนนในบ้านเราก่อนนำมาเปิดตัวให้สื่อมวลชนได้สัมผัสและทดลองขับในรูปแบบ First Impression ก่อนใครในช่วงต้นเดือนมีนาคม โดยคาดว่าจะเปิดตัวต่อสาธารณชน และรับสั่งจองได้ในงาน Bangkok International Motor Show 2011 ซึ่งบริษัทฯมั่นใจว่าฮุนได โซนาต้า สปอร์ต รุ่นใหม่ จะประสบความสำเร็จ และคว้ารางวัลมาแล้วทั่วโลก จะเป็นที่ชื่นชอบจากผู้บริโภคชาวไทยเช่นเดียวกัน
ฮุนได โซนาต้า สปอร์ต รุ่นใหม่เป็นรถยนต์ในสไตล์แบบ 4 ประตู คูเป้ เป็นวัฒนธรรมใหม่สำหรับผู้ต้องการสมรรถนะในการขับขี่ และ Character ที่ทันสมัย โดยนำเข้าจากประเทศเกาหลีทั้งคัน ที่เพียบพร้อมไปด้วยบุคคลิกที่โดดเด่น จากการออกแบบภายใต้แนวคิด Fluidic Sculpture Design ที่เป็นมาตรฐานใหม่ในการออกแบบรถยนต์ของฮุนได ทุกรุ่น เช่น Tucson, Elantra และ Accent ทีี่่ได้ทยอยเปิดตัวไปในหลายตลาดทั่วโลกในเวลานี้
รายละเอีัยดต่างๆ ของรถยังไม่เป็นที่เปิดเผยในเวลานี้ แต่คาดว่า ฮุนได โซนาต้า สปอร์ต รุ่นใหม่จะใช้เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร ที่ให้แรงม้าสูงสุดที่ 165 แรงม้า เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด พร้อม Paddle Shifts บนพวงมาลัย และปุ่ม Start Button ที่เพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งานฟังก์ชั่นต่างๆ ช่วงล่างแบบ Sport Suspension แท้ๆเพื่อการขับขี่ที่มั่นใจเหนือกว่าในทุกความเร็ว และหลังคาแก้ว Panoramic Sunroof ที่ให้ความรู้สึกไฮเอนด์กว่าในรถยนต์ระดับเดียวกัน

ที่มาโดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

07 กุมภาพันธ์ 2554

"ความจริง-ความเชื่อ"เรื่องของยางที่คุณควรรู้

ความปลอดภัยของการขับขี่เป็นเรื่องที่สำคัญ ทำให้การเลือกซื้อยางรถยนต์เป็นสิ่งที่เจ้าของรถทุกคนให้ความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากยางคือสิ่งที่ต้องสัมผัสกับพื้นถนนอยู่ตลอดเวลา การยึดเกาะถนน การทนทานต่อความร้อนและแรงเสียดทาน เป็นสิ่งที่สำคัญต่อความปลอดภัยในการเดินทาง

ทว่าหลายคนก็ยังมีความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับการเลือกซื้อยางอยู่ เพราะได้รับฟัง หรือได้อ่านเรื่องราวความเชื่อที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับอายุการผลิตของยาง จนทำให้เจ้าของรถในเมืองไทยจำนวนไม่น้อย คำนึงถึงวันผลิตที่ติดอยู่บนแก้มยางหรือ DOT มากจนเกินความจำเป็น เพราะแท้จริงแล้วการเลือกซื้อยางที่ถูกต้อง ควรเลือกซื้อยางที่มีขนาดที่ถูกต้อง เหมาะกับประเภทของรถ การใช้งาน คุณภาพ และควรให้ความใส่ใจการดูแลรักษายาง
กรมคมนาคมของประเทศสหรัฐอเมริกา ยังเคยตีพิมพ์บทความเกี่ยวกับ “ประสิทธิภาพของยางรถที่มีการเติมลมแล้ว (The Pneumatic Tier)” ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549 โดยระบุว่า ความร้อนที่เกิดขึ้นขณะที่ยางมีการใช้งาน คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้ยางเสื่อมสภาพ ยางรถยนต์ที่วิ่งด้วยความเร็ว 120 ก.ม.ต่อชั่วโมง สามารถทำให้เกิดอุณหภูมิที่หน้ายางสูงขึ้นถึง 75 องศาเซลเซียส แต่หากความดันในลมยางน้อยกว่าปกติ (เช่น ยางแบน) ก็จะยิ่งทำให้ความร้อนหน้ายางสูงมากกว่าที่ควรจะเป็นด้วย ดังนั้น อุณหภูมิในโกดังที่จัดเก็บยางรถยนต์ก่อนการใช้งานจริง จึงมีผลต่อคุณภาพของเนื้อยางเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เมื่อเทียบกับความร้อนที่เกิดจากแรงเสียดสีเมื่อนำยางไปใช้ในการขับขี่จริง เพราะโดยทั่วไปนั้น ยางที่ยังไม่ได้ถูกนำไปใช้งาน สามารถเก็บได้เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 3 ปีก่อนการใช้งานจริง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการเก็บรักษาจากคำแนะนำของบริษัทผู้ผลิต

อีกตัวอย่างหนึ่งได้จากการทดสอบของประเทศในฝั่งยุโรป โดยองค์กร ADAC ซึ่งเป็นหน่วยงานเพื่อผู้ขับขี่รถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศเยอรมนี ได้พิสูจน์เรื่องสมรรถนะของยางเอาไว้ในเดือนมิถุนายน 2553 โดยได้ทำการทดสอบประสิทธิภาพยางรถยนต์ที่ผลิตใน พ.ศ. 2550 และ พ.ศ. 2547 สำหรับการขับขี่ในช่วงฤดูหนาวและฤดูร้อน ซึ่งผลการทดสอบก็ไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่า ยางที่ผลิตใหม่จะมีสมรรถนะเหนือกว่ายางที่ผลิตมานานกว่า

ขณะเดียวกัน ทางประเทศไทยเอง ก็มีหน่วยงานภาควิชาการที่ได้ทำการทดสอบในลักษณะเดียวกัน โดยคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ TUV Rheinland Group Ltd. ซึ่งเป็นบริษัทที่ทำหน้าที่ทดสอบและให้การรับรองคุณภาพแก่ผลิตภัณฑ์และสินค้าของบริษัทชั้นนำทั่วโลก มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ประเทศเยอรมนี ทำการทดสอบเพื่อหาข้อพิสูจน์ว่า ในสภาพแวดล้อมของประเทศไทยนั้น สมรรถนะของยางที่ผลิตใหม่กับยางที่ผลิตมานานกว่าจะมีความแตกต่างกันในด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัยหรือไม่

จึงได้นำยางรถยนต์ที่มีวันผลิตต่างกันหนึ่งปี ไปทดสอบการใช้งาน โดยการขับขี่ด้วยความเร็วสูงที่ 230 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในระยะเวลาที่ต่อเนื่องนาน 60 นาที ผลที่ได้จากการทดสอบพบว่ามีความแตกต่างกันไม่เกินหนึ่งเปอร์เซ็นต์ รวมทั้งยังมีความสามารถในการบรรทุกหนักและวิ่งเป็นระยะทางไกลตลอดจนความแข็งแรงของหน้ายางและโครงสร้างยางไม่แตกต่างกัน ทั้งๆ ที่วันผลิตยางนั้นห่างกันถึงหนึ่งปี
นอกจากนั้น TUV Rheinland Group Ltd. ยังได้ทำการทดสอบว่า วันที่ของการผลิตที่แตกต่างกัน จะมีผลต่อสมรรถนะของยางในด้านความสามารถในการเกาะถนน การควบคุมการขับขี่และการเบรคของยางหรือไม่ โดย TUV Rheinland Group Ltd ได้ทำการทดสอบระยะการเบรคที่ความเร็ว 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมงจนกระทั่งหยุดนิ่ง ผลการทดสอบพบว่ายางที่มีวันที่ของการผลิตแตกต่างกัน มีความสามารถในการเกาะถนน การควบคุมการขับขี่ และการเบรคใกล้เคียงกันมาก จนแทบจะไม่มีความแตกต่าง

นายชูเดช ดีประเสริฐกุล อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า “ยางที่มีวันที่การผลิตต่างกันสองถึงสามปีจะให้สมรรถนะและประสบการณ์การขับขี่ในระดับที่ไม่แตกต่างกัน แต่อย่างไรก็ตาม ก็ต้องขึ้นอยู่กับการเก็บรักษายางในร้านด้วยว่ามีการควบคุมอุณหภูมิและความชื้นที่เหมาะสม รวมทั้งไม่โดนแดด เพราะอาจจะทำให้หน้ายางมีความยืดหยุ่นน้อยลงและแข็งขึ้น ดังนั้น การเลือกซื้อยางในร้านที่เชื่อถือได้จึงมีความสำคัญ แทนที่จะคำนึงเรื่องวันเดือนปีที่ผลิตเป็นหลัก”

“ส่วนความเชื่อที่ว่ายางรุ่นเดียวกันถ้ายิ่งผลิตใหม่ที่สุดก็จะยิ่งทำให้ได้รับยางที่ผลิตโดยเทคโนโลยีที่ทันสมัยขึ้นและมีวัตถุดิบที่ดีขึ้นก็ไม่ได้รับการยืนยัน เพราะยางในแต่ละรุ่นนั้นจะมีการใช้วัตถุดิบและเทคโนโลยีเช่นเดียวกัน บางครั้งยางที่ผลิตก่อนอาจจะมีเหนียวของยางมากกว่า ซึ่งทำให้การขับขี่มีสมรรถนะยิ่งขึ้น สำหรับคำแนะนำในการเลือกซื้อยางสำหรับผู้ขับขี่ชาวไทย คือ ต้องเลือกยางที่เหมาะสมกับการใช้งานและขนาดของล้อ ส่วนวันที่ผลิตนั้นไม่ถือเป็นสิ่งที่มีผลโดยตรงต่อการเสื่อมสภาพของยางแต่อย่างใด” นายชูเดช กล่าวสรุป

เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ผู้ใช้รถยนต์ทุกท่านจะมีวิธีการเลือกซื้อยางที่ถูกต้องและมอบความปลอดภัยแก่การขับขี่มากที่สุด การเสียเวลาและเสียค่าใช้จ่ายในการเลือกหายางที่ใหม่ที่สุดเพื่อใช้งานจะหมดไป เพราะในวันนี้มีผลพิสูจน์จากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือทั่วโลกแล้วว่ายางใหม่และยางเก่าไม่แตกต่างกัน
ที่มาโดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

06 กุมภาพันธ์ 2554

ซีตรอง ดีเอส 3 รถเก๋งเล็ก หรู กะทัดรัด

ดีเอดี ยนตรกิจ ได้เปิดตัว ซีตรอง ดีเอส 3 น้องเล็กตระกูลรถหรูจากฝรั่งเศส ซึ่งเป็นรถยนต์นั่งหรูขนาดเล็กที่น่าจับตามอง ด้วยการออกแบบอย่างมีดีไซน์ ดีเอส 3 เป็น
รถจากโครงการดิฟเฟอร์เรนท์ สปิริต-ดีเอส ซึ่งเป็นรถสายพันธุ์ใหม่ที่เข้ามาสนองตอบความต้องการของนักนิยมรถหรู ขณะเดียวกันก็ต้องการความกะทัดรัดและคล่องตัว ซึ่งรถคันนี้ตอบสนองความต้องการตามวัตถุประสงค์ได้เป็นอย่างดีดีเอส 3 เป็นรถสปอร์ตแฮทซ์แบ็ก 3 ประตู มิติตัวถังยาว 3,948 มม. กว้าง 1,715 มม. สูง 1,483 มม. ระยะฐานล้อ 2,464 มม. โดดเด่นด้วยเส้นสายโฉบเฉี่ยวรอบคัน พร้อมล้ออัลลอยลายเท่ ขนาด 17 นิ้ว ประกบยาง 205/45R17 ขณะเดียวกันซีตรองยังเตรียมสีสันภายนอก สีหลังคาและการตกแต่งภายใน เอาไว้ให้เลือกหลายแบบ

สำหรับรุ่นที่นำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย เป็นเครื่องยนต์เบนซิน 1.6 ลิตร 4 สูบ 16 วาล์ว ให้กำลังสูงสุด 120 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 160 นิวตัน-เมตร ที่ 4,200 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด พร้อมระบบทิปทรอนิก ที่ผู้ขับเลือกเล่นเปลี่ยนเกียร์ได้เอง ช่วงล่างหน้าแบบแมคเฟอร์สันสตรัท หลังเป็นคานแข็งพร้อมโช้คอัพคอยล์สปริง ความปลอดภัยระดับดิสก์เบรก 4 ล้อ พร้อมระบบเบรกเอบีเอสและระบบกระจายแรงเบรก (อีบีดี)

เรื่องหน้าตาความโดดเด่นของซีตรอง ดีเอส 3 ก็ไม่ขี้เหร่ เชิดหน้าสู้รถสปอร์ตในระดับเดียวกันได้สบาย ดีเอดี ยนตรกิจได้เคาะราคาขายน้องเล็กคันนี้ไว้เบาหวิว ที่คันละ 1.495 ล้านบาท ราคาสวยแบบนี้รถลอตแรกที่ส่งเข้ามามียอดจองไปเกลี้ยงแล้ว ขณะนี้ดีเอดี ยนตรกิจ กำลังเจรจากับบริษัทแม่ที่ฝรั่งเศส ขอโควตาเพิ่ม เพราะยังมีลูกค้าอยากจับจองอีกเพียบ.
ที่มา เดลินิวส์