03 มิถุนายน 2553

Jeep Grand Cherokee กลับมาเพื่อฝ่าวิกฤต

Jeep Grand Cherokee กลับมาเพื่อฝ่าวิกฤต นานร่วมปีเลยทีเดียวที่แบรนด์เอสยูวีซึ่งถือว่าเป็น Icon ของแวดวงนี้อย่างจี๊ปออกอาการเงียบเหงา และต้องขายของเก่าที่มีอยู่ในมือประทังชีวิตกันไปก่อน ตรงนั้นเป็นเพราะสภาพของการฟื้นฟูกิจการและปรับโครงสร้างอันเนื่องมาจากกระบวนการที่เกิดขึ้นต่อจากการประกาศล้มละลายตาม Chapter 11 ไครสเลอร์ แอลแอลซี บริษัทแม่ของจี๊ป เป็นบริษัทรถยนต์อเมริกันรายแรกที่ประกาศล้มละลายเมื่อปลายเดือนเมษายนก่อนที่จะเกิดสภาพโดมิโนมีการล้มครืนตามมาของจีเอ็ม หรือเจเนอรัล มอเตอร์ส ในอีก 1 เดือนถัดมา

แน่นอนว่าสภาพที่เกิดขึ้นส่งผลโดยตรงกับบริษัทน้อยใหญ่ที่อยู่ในเครือรวมถึงสินค้าใหม่ที่กำลังรอเปิดตัวออกสู่ตลาด หนึ่งในนั้นที่โดนหางเลขเข้าไปคือ แกรนด์ เชโรกีใหม่ที่เปิดตัวออกมาให้สาธารณชนได้รับทราบเมื่องาน นิวยอร์ก มอเตอร์โชว์ ต้นเดือนเมษายน 2009 เพราะหลังจากเกิดเหตุนี้ขึ้นมา ทำให้เกิดคำถามว่า อนาคตของแกรนด์ เชโรกีจะเป็นอย่างไรต่อไป?

อย่างไรก็ตาม จากการเข้ามาของเฟียต กรุ๊ป เพื่อช่วยบริหารจัดการทำให้ไครสเลอร์เริ่มฟื้นตัว และจี๊ปก็สามารถเดินหน้าลุยตลาดอีกครั้ง แกรนด์ เชโรกี ถือเป็นเอสยูวีใหม่แกะกล่องรุ่นแรกในยุคใหม่ของจี๊ปที่ถูกส่งขายในตลาด และดีไม่ดีน่าจะเป็น New Release รุ่นแรกของเครือเลยด้วยซ้ำ

แต่สิ่งที่น่าแปลกใจคือ จี๊ปจะทำอย่างไรต่อไป และมีแนวทางอย่างไรกับการกระตุ้นตลาดเอสยูวีขนาดกลาง หรือ Mid-size SUV ในสหรัฐอเมริกา ปัจจุบันไม่ใช่ตลาดที่ฮอตอีกต่อไปแล้ว เพราะถ้ายังจำกันได้ในช่วงทศวรรษที่ 1990 ตลาดกลุ่มนี้ในเมืองลุงแซมถือเป็นแหล่งขุมทรัพย์ที่ผู้ผลิตรถยนต์หลายรายจากทั่วโลกต่างพยายามเข้ามาจับจอง

ดูจากจุดเริ่มต้นในปี 1994 ที่ตลาดมียอดขายต่อปีอยู่ที่ 1.1 ล้านคัน และกราฟพุ่งขึ้นสูงสุดในปี 1999 กับตัวเลข 1.6-1.7 ล้านคันในปี 1998-1999 แต่หลังจากช่วงหลังปี 2000 เป็นต้นมา ตัวเลขก็ถอยร่นลงเรื่อยๆ และมาช้ำสุดเอาในช่วง 2 ปีสุดท้ายของทศวรรษ โดยในปีที่แล้วเหลือยอดขายแค่ 300,000 คันเท่านั้น

เช่นเดียวกับกราฟชีวิตของแกรนด์ เชโรกี ซึ่งเป็นเอสยูวีขนาดกลางที่จี๊ปเปิดตัวรุ่นแรกในปี 1992 และก็มียอดขายเติบโตตามดีมานด์ของตลาด โดยมีจุดสูงสุดยอดขายต่อปีในสหรัฐอเมริกาขึ้นสูงสุดเมื่อปี 1999 ด้วยตัวเลขในระดับเฉียด 300,000 คันต่อปี

แต่หลังจากนั้นเป็นต้นมา ยอดขายของเชโรกีก็ร่วงลงเรื่อยๆ แม้ว่าจะมีการเปิดตัวรุ่นใหม่ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ 3 ออกมาในปี 2005 แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ช่วยอะไรได้เลย แถมตัวเลขยังดิ่งลงเรื่อยๆ โดยมาหนักสุดเอาในช่วงปี 2008 ที่ราคาน้ำมันแพงจนทำให้เอสยูวีและรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ใหญ่ได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า แถมยังโดนถล่มระลอกสองเมื่อปี 2009 จากวิกฤตเศรษฐกิจซึ่งนำไครสเลอร์ที่บอบช้ำอยู่แล้วไปสู่การล้มละลายในที่สุด และแกรนด์ เชโรกีก็มียอดขายในปี 2009 แค่ 50,328 คันเท่านั้นเอง

รุ่นใหม่ของแกรนด์ เชโรกีเป็นโมเดลเชนจ์แบบใหม่แกะกล่องมีรหัสตัวถัง WK เป็นเจเนอเรชั่นที่ 4 ของเอสยูวีรุ่นนี้ และถือเป็นอีกโปรเจกต์ที่จี๊ปยังมีความเกี่ยวพันกับพันธมิตรเก่าอย่างเมอร์เซเดส-เบนซ์ ตั้งแต่ในยุคเดมเลอร์ ไครสเลอร์ แกรนด์ เชโรกีใหม่แชร์พื้นฐานร่วมกับผลผลิตของค่ายดาว 3 แฉกที่ผลิตจากโรงงานในเมืองลุงแซม เช่น เอ็ม-คลาส, อาร์-คลาส และจีแอล-คลาส รวมถึงเพื่อนร่วมเครืออย่าง ดอดจ์ ดูแรนโก้ เอสยูวีขนาดใหญ่ที่จะเปิดตัวโฉมใหม่ในปี 2012

ตัวรถมีเครื่องยนต์ให้เลือก 2 แบบ แต่ก็เป็นทางเลือกที่ดูแล้วไม่ค่อยเอาใจนักขับที่อยากประหยัดน้ำมันสักเท่าไร เริ่มจากเบนซินวี6 ทวินแคม 24 วาล์ว 3600 ซีซี. 280 แรงม้า ที่ 6,400 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 35.9 กก.-ม. ที่ 4,800 รอบต่อนาที ตัวแรงในรหัส HEMI บล็อกวี8 OHV แบบ 16 วาล์ว 5700 ซีซี. พร้อมระบบวาล์วแปรผัน 360 แรงม้า ที่ 5,150 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 52.9 กก.-ม. ที่ 4,250 รอบต่อนาที โดยไม่มีเวอร์ชั่นแบบ FFV หรือแบบที่เป็น Flex Fuel Vehicle ที่ใช้เชื้อเพลิงแบบ E85 ออกมารองรับกับความต้องการที่แตกต่างในด้านพลังงาน

ส่วนระบบส่งกำลังแม้ว่าจะเป็นเกียร์อัตโนมัติ 5 จังหวะเหมือนกัน แต่ในรุ่นวี6 และวี8 มีอัตราทดเกียร์ในแต่ละตำแหน่งต่างกัน เพื่อให้สอดคล้องกับบุคลิกของเครื่องยนต์ในการถ่ายทอดกำลัง โดยจี๊ปยังคงบุคลิกในการเป็นเอสยูวีที่เด่นทั้งออนโรดและออฟโรดเอาไว้เหมือนเดิม ด้วยระบบช่วงล่างใหม่ที่เรียกว่า Quadra-Lift สามารถปรับระดับความสูงของตัวรถได้ 5 ระดับทั้งจากการเลือกเองของผู้ขับ หรือจะให้ระบบตัดสินใจเลือกโดยอัตโนมัติ ขึ้นอยู่กับความต้องการใช้งาน

เช่นเดียวกับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ในปัจจุบันมีการพัฒนาให้เป็นแบบปุ่มกดโดยเลือกจากภาพประกอบที่อยู่ตรงแผงคอนโซลกลางได้เลย เพื่อความสะดวกในการใช้งาน หรือที่เรียกว่า ระบบ Selec-Terrain เพราะแค่ดูว่าเส้นทางข้างหน้าเป็นแบบไหน แล้วเลือกฟังก์ชั่นการทำงานของระบบให้สอดคล้องกัน แค่นี้ระบบจะปรับการทำงานของคันเร่ง ระบบช่วงล่าง พวงมาลัย และการกระจายกำลังของเครื่องยนต์ไปสู่ระบบขับเคลื่อนให้เหมาะสมกับสภาพเส้นทางเองโดยอัตโนมัติ

ส่วนระบบขับเคลื่อนมีทั้งแบบ 2 ล้อ หรือ 4 ล้อตลอดเวลาให้เลือกใช้ เรียกว่าใครที่ไม่อยากลุยแต่อยากขับเอสยูวี ก็จะได้มีทางเลือก โดยในรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อก็จะมีรูปแบบของระบบให้เลือก 3 แบบ คือ Quadra-Trac I, Quadra Trac II และ Quadra Drive

32,995 เหรียญสหรัฐ หรือ 1.12 ล้านบาท เป็นราคาเริ่มต้นสำหรับแกรนด์ เชโรกีใหม่ในการบุกตลาดสหรัฐอเมริกา และเชื่อว่าจี๊ปจะส่งผลผลิตใหม่นี้ออกขายในตลาดต่างแดนเช่นเคย ส่วนตลาดบ้านเรามีแฟนจี๊ปอยู่พอสมควร คงไม่มีโอกาสได้สัมผัสถ้าไม่มีใครคิดจะนำเข้ามาขาย

ที่มา http://www.manager.co.th/

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น