28 กุมภาพันธ์ 2553

5 by Peugeot สัญญาณปรับทัพใหม่

5 by Peugeot สัญญาณปรับทัพใหม่
นับจากทศวรรษที่ 1990 เป็นต้นมา คนขับรถยนต์ทั่วโลกต่างทราบดีว่าลำดับในการทำตลาดของรถยนต์จากค่ายเปอโยต์สำหรับตลาดรุ่นใหญ่อย่างกลุ่มรถยนต์ครอบครัว หรือ D-Segment และรถยนต์ระดับหรูสำหรับผู้บริหาร คือ หน้าที่ของรหัส 4 และ 6 ...นั่นคือเรื่องที่เกิดขึ้นจนถึงปัจจุบัน
แต่สำหรับในอนาคตตรงนี้ไม่แน่แล้ว เพราะการเตรียมเปิดตัวต้นแบบรุ่นใหม่ในชื่อ 5 by Peugeot ที่จะมีขึ้นในงานเจนีวา มอเตอร์โชว์ 2010 ระหว่างวันที่ 4-14 มีนาคมที่จะถึงนี้ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ถูกมองว่าเหมือนกับเป็นสัญญาณที่ถูกส่งออกเตือนให้รับทราบมาล่วงหน้าว่า อีกไม่นาน เปอโยต์กำลังจะมีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องไลน์อัพรถยนต์สำหรับทำตลาด โดยเฉพาะในตลาดกลุ่มบน

ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า ต้นแบบ 5 by Peugeot มาพร้อมกับงานออกแบบยุคใหม่ของเปอโยต์ และไม่ได้เป็นแค่ต้นแบบสำหรับจัดแสดงเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่เป็นต้นแบบที่เตรียมพร้อมเพื่อขึ้นสู่การผลิตจริงในอนาคต และการใช้ชื่อรุ่นที่ว่า 5 by Peugeot น่าจะบ่งบอกให้เห็นถึงการเตรียมล่มสลายของรหัส 4 หรือไม่ก็ 6 รุ่นใดรุ่นหนึ่ง หรืออาจจะทั้งคู่ก็ได้ เพราะจากมิติตัวถังของตัวรถที่ถูกเปิดเผยออกมา คือ ความก้ำกึ่งที่บอกไม่ถูกและยังต้องคลำหาปริศนากันต่อไป

นั่นก็เพราะด้วยความยาวระดับ 4,860 มิลลิเมตร กว้าง 1,880 มิลลิเมตร และระยะฐานล้อ 2,810 มิลลิเมตร ยาวกว่า 407 แต่สั้นกว่า 607 เพียงเล็กน้อยนั้น ถือว่าเป็นตัวแปรที่ทำให้เกิดความยากลำบากสำหรับการคาดเดาความคิดของเปอโยต์ เนื่องมาจากว่ารหัส 4 ของเปอโยต์ กลับมาแจ้งเกิดใหม่อีกครั้งในตลาดด้วยรุ่น 405 ที่เริ่มขายในปี 1987 นั้น ถือเป็นรถยนต์ยอดนิยมที่สุดรุ่นหนึ่งและจัดอยู่ในระดับเดียวกับโฟล์คสวาเกน พัสสาท, ฟอร์ด มอนเดโอ เช่นเดียวกับเจนเนอเรชันต่อมาอย่าง 406 และรุ่นปัจจุบันอย่าง 407 การตัดสินใจถอดรหัส 4 ที่ขายดีออกจากตลาด ดูจะเป็นเรื่องที่แปลกไปสักหน่อย

ส่วนรหัส 6 ที่ทำตลาดด้วยรุ่น 607 อยู่ในตอนนี้ กลายเป็นรุ่นที่ถูกเพ่งเล็งมากที่สุด เพราะด้วยระดับตลาดที่ถูกวางเอาไว้ในคลาสเดียวกับออดี้ เอ6 แต่ความหรูกลับไปไม่ถึงนั้น ทำให้มีความเป็นไปได้สูงที่เปอโยต์จะรีเอ็นจิเนียริ่งพื้นที่ในส่วนตรงนี้ แต่การเลือกใช้รหัส 5 เข้ามาแทน มีความค่าทางคณิตศาสตร์เช่นเดียวกับในเชิงจิตวิทยาไม่น่าจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมสักเท่าไร

ตำแหน่งทางการตลาดของเปอโยต์ด้วยรถยนต์รหัส 4-6 จึงยังเป็นเรื่องที่คลุมเครืออยู่ แต่ถ้าจะให้ฟันธงลงไป การกลับมาของรหัส 5 น่าจะมาแทนที่รหัส 4 มากกว่า เพราะด้วยขนาดตัวถังที่ใกล้เคียงกัน และการทำตลาดระดับที่หรูกว่าในคลาสเดียวกับรหัส 6 แต่กลับมาตัวถังสั้นกว่า น่าจะเป็นจุดด้อยของตัวรถที่ทำให้ไม่สามารถแข่งขันกับคู่แข่งได้

แถมยังมีข่าวว่าเปอโยต์อาจจะใช้วิธีง่ายๆ ในการสานต่อการทำตลาดของรหัส 4 ด้วย การนำรถยนต์รุนฐานล้อยาวของ 308 ที่ขายอยู่ในจีนด้วยชื่อ 408 (แต่ไม่เกี่ยวข้องในเชิงวิศวกรรมกับรถยนต์รุ่น 407 แต่อย่างใด) เข้ามาขายในยุโรปโดยนับรหัสต่อจาก 407 เป็น 408 ไปเลย ส่วนในกลุ่ม D-Segment แต่เดิมเป็นหน้าที่ของรหัส 4 ก็ถูกแทนที่ด้วนรหัส 5 ที่พัฒนามาจากต้นแบบรุ่นนี้และจะใช้ชื่อในการทำตลาดว่า 508

ย้อนกลับมาที่การกลับมาของรหัส 5 ซึ่งต้นแบบรุ่นนี้ไม่ถือว่าเป็นสัญญาณแรก เพราะก่อนหน้านี้ในปี 2009 เปอโยต์นำรหัส 5 กลับมาสู่ตลาดโดยใช้กับเวอร์ชันมินิแวนที่อิงอยู่บนพื้นฐานของ 308 และขายด้วยชื่อรุ่น 5008 มาแล้ว ส่วนต้นแบบ 5 by Peugeot กับตัวถังทรงซีดาน 4 ประตูถือเป็นการระบุถึงตัวตนที่ชัดเจนจากการสืบทอดความเป็นรถยนต์ซีดานขนาดกลางในรหัส 5 อย่างชัดเจน เหมือนกับรุ่น 504 ในปี 1968 และ 505 ที่บ้านเรารู้จักกันดี ซึ่งสิ้นสุดการทำตลาดในยุโรปไปเมื่อปี 1992 เพื่อเปิดทางให้กับการเข้ามาของรุ่น 405

ในรุ่นต้นแบบมากับเครื่องยนต์ไฮบริดในรหัส Hybrid4 กำลังจะมีขายในตลาดเร็วๆ นี้ โดยเป็นการจับคู่ระหว่างเครื่องยนต์เทอร์โบดีเซล HDi แบบ 2000 ซีซี. 163 แรงม้ากับมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 37 แรงม้า แต่แทนที่จะติดตั้งคู่กันที่ด้านหน้า มอเตอร์ไฟฟ้าหลับวางเอาไว้ที่ด้านหลังเท่ากับว่ารถยนต์รุ่นนี้ในแบบขับเคลื่อน 4 ล้อในบางจังหวะ โดยมีสมรรถนะรวมของระบบอยู่ที่ 200 แรงม้า และมีโหมดขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าให้เลือกใช้

ความประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงอยู่ในระดับ 3.8 ลิตร/100 กิโลเมตร หรือประมาณ 26.3 กิโลเมตร/ลิตร ส่วนการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ที่ 99 กรัมต่อ 100 กิโลเมตร โดยที่เป็นรถยนต์แบบ ZEV หรือ Zero Emission Vehicle เมื่อขับในโหมด EV

อย่างที่บอกตั้งแต่ต้นว่าความเปลี่ยนแปลงในเรื่องรุ่นรถยนต์สำหรับทำตลาดของเปอโยต์จะเกิดขึ้นแน่ๆ และคำตอบที่ชัดเจนสำหรับเรื่องนี้น่าจะมีขึ้นในปลายปีนี้ เมื่อถึงเวลาที่รุ่นจำหน่ายจริงของ 5 by Peugeot ถูกเปิดตัวออกมาในงานปารีส มอเตอร์โชว์ 2010 ระหว่างวันที่ 2-17 ตุลาคมนี้ เราก็จะทราบได้ว่า เรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อไป


ที่มาโดย ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์,http://www.managerweekly.com/

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น